เปิดงานวิจัย “น้ำตาลเทียม”ทำให้อ้วนขึ้น !?



เปิดงานวิจัย “น้ำตาลเทียม”ทำให้อ้วนขึ้น !?

เผยแพร่: 

   ปรับปรุง: 

   โดย: MGR Online

ณ บ้านพระอาทิตย์

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 

กระแสเรื่องอันตรายจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินนั้น ได้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อในโซเชียลมีเดียทั่วโลก และทุกวันนี้ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้แล้วว่าการบริโภคน้ำตาลเกินเป็นสาเหตุของความเสี่อมและบั่นทอนอายุขัยของมนุษย์อย่างชัดเจนมากขึ้นมาโดยตลอด 

การบริโภคน้ำตาลเกินทำให้เกิด โรคอ้วน โรคเบาหวาน ฟันผุ ไขมันแทรกตับ ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง โรคเก๊าท์หรือกรดยูริคในเลือดสูง ตลอดจนโรคหัวใจและหลอดเลือด จากผลการศึกษาของ Framingham offspring study ในประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานอย่างน้อยในปริมาณ 360 มล.ต่อวัน (เทียบเท่านํ้าตาลทรายประมาณ 9 ช้อนชาต่อวัน) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนหรืออ้วนลงพุง 1.3 เท่า ระดับนํ้าตาลในเลือดสูง (impaired fasting glucose) 1.25 เท่า ความดันโลหิตสูง 1.18 เท่า ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง 1.25 เท่า [1] 

แม้แต่โรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งก็อาศัยน้ำตาลไปใช้ในกระบวนการแอโรบิค ไกลโคไลซิส ซึ่งมีผลทำให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตและแพร่กระจายเช่นกัน 

ในรอบหลายปีมานี้องค์การอนามัยโลกได้พยายามออกคำแนะนำให้ประชาชนทั่วโลกบริโภคน้ำตาลต่อวันไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (ประมาณ 24 กรัม) แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และประชาชนชาวไทยจำนวนมากยังคงบริโภคน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นเกินมาตรฐานและเกินคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกไปอย่างมาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2503 คนไทยยังไม่บริโภคน้ำตาลมากขนาดนี้ คือบริโภคกันประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือประมาณไม่ถึงคนละ 4.79 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น 

พ.ศ. 2529 คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 24 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือประมาณเฉลี่ยคนละ 6 ช้อนชาต่อวัน [2] 

หมายความว่าเดิมคนไทยไม่ได้รับประทานหวานมากเหมือนทุกวันนี้ และสมัยก่อนจะใช้เวลาถึง 26 ปี ถึงจะมีการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีก 1 ช้อนชาเศษ

แต่พ.ศ. 2557 คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 28.4 ช้อนชาต่อคน !!! [3] 

และในปี 2560 ที่ผ่านมาก็มีโอกาสที่คนไทยจะบริโภคน้ำตาลแตะไปถึงคนละ 29-30 ช้อนชาต่อวันแล้ว

ความจริงแล้วอาหารหลักของคนไทยก็คือข้าว และส่วนใหญ่ก็บริโภคข้าวขัดขาวด้วย ยังไม่นับขนม เค้ก ขนมปัง เบเกอรี่ ฯลฯ ซึ่งหากบริโภคแป้งขัดขาวเหล่านี้เกินก็สามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ด้วย เหตุผลก็เพราะว่าคาร์โบไฮเดรตในกลุ่มแป้งขัดขาวเหล่านี้เมื่อถูกย่อยแล้วก็จะได้น้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้นเช่นกัน 

ดังนั้นในประเทศที่บริโภคคาร์โบไฮเดรตเป็นหลักโดยเฉพาะในกลุ่มแป้งขัดขาวมาก แล้วยังบริโภคน้ำตาลมากกว่ามาตรฐานอีกก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตโดยรวมและโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้น 

วารสารทางการแพทย์ Lancet ฉบับเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ได้เผยแพร่รายงานผลการสำรวจขนาดใหญ่จาก 18 ประเทศ อายุระหว่าง 30-70 ปี ที่เข้าโครงการสำรวจระหว่าง พ.ศ. 2546 -2556 ติดตามผลต่อเนื่องเป็นเวลาตามค่ามัธยฐานที่ 7.4 ปี ด้วยจำนวนประชากร 135,335 คน พบว่า...

การบริโภคไขมันเพิ่มขึ้นทุกชนิดทำให้อัตราการเสียชีวิตโดยรวมลดลง และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงเสียงชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นการบริโภคไขมันอิ่มตัวกลับทำให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองลดลง ในขณะที่การบริโภคคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นกลับทำให้ความเสี่ยงเสียชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น [4] 

แม้ว่าปัญหาการบริโภคน้ำตาลเกินในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มาจากปัญหา เครื่องดื่มบรรจุขวด (โดยเฉพาะ ชาเขียว, น้ำอัดลม, น้ำหวาน), เครื่องดื่มในร้านกาแฟ, เครื่องดื่มในร้านอาหารและรถเข็น ฯลฯ ส่วนเด็กไทยก็นิยมบริโภคขนมอบกรอบ ลูกอม ฯลฯ ทำให้ปัญหาเรื่องการบริโภคน้ำตาลเกินลุกลามมากยิ่งขึ้น และส่งผลทำให้โรคเรื้องรังที่ไม่ติดต่อทั้งหลายในเมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเงาตามปริมาณน้ำตาลที่บริโภคกันมากขึ้น 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่มีภาพลักษณ์ว่าน่าจะดีต่อสุขภาพนั้น แต่เมื่อตรวจฉลากของผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อกลับพบว่าน้ำตาลมากเกินมาตรฐานจนสามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น ชาเขียว ชาน้ำผึ้งผสมมะนาว น้ำผลไม้ปรุงรส นมเปรี้ยว ฯลฯ 

ผลิตภัณฑ์ที่มี “ภาพลักษณ์” ว่าน่าจะดีต่อสุขภาพได้มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากหันมาดื่มเครื่องดื่มที่มีภาพลักษณ์ว่าดีต่อสุขภาพเพราะความ "เข้าใจผิด” เพราะเครื่องดื่มบางประเภทเหล่านี้กลับใส่น้ำตาลในปริมาณที่มากกกว่าน้ำอัดลมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าเสียอีก

กระแสที่เข้าใจผิดคิดว่าน้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาลเกินและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้เครื่องดื่มน้ำอัดลมสูญเสียตลาดไปให้เครื่องดื่มที่มีภาพลักษณ์ว่าอาจจะดีต่อสุขภาพ 

ถึงขนาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมบางยี่ห้อยังต้องออกมาทำการตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ “ไม่มีน้ำตาล” เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในเรื่องของภาพลักษณ์ว่าน้ำอัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ และบางบริษัทที่เคยผลิตแต่น้ำอัดลมก็หันมาผลิตเครื่องดื่มที่มีภาพลักษณ์ว่าดีต่อสุขภาพมากขึ้น 

เมื่อคนบางกลุ่มในสังคมไทยและสังคมโลกเริ่มมีความวิตกกังวลต่อปัญหาสุขภาพร่างกายของตนเองมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ก็ได้ส่งผลทำให้ หลายผลิตภัณฑ์เริ่มใช้ “สารให้ความหวาน” ประเภท “น้ำตาลเทียม”แทนน้ำตาลกันมากขึ้น เพราะอย่างน้อยที่สุดด้วยภาพลักษณ์ของ "น้ำตาลเทียม" อาจทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าใจว่าน่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่าการบริโภคน้ำตาลตรงๆ 

คำถามคือคนดื่มเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานจะทำให้ดีต่อสุขภาพได้จริงหรือไม่ และจะช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือไม่? 

ความจริงแล้วคำตอบนี้ยังไม่มีใครกล้าชี้ชัดได้ เพราะทุกผลงานวิจัยล้วนแล้วแต่มีจุดอ่อนให้วิพากษ์วิจารณ์โจมตีกันไปมากันทั้งสิ้น แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าถ้าสารให้ความหวานประเภทน้ำตาลเทียมทั้งหลายดีต่อสุขภาพจริง ก็คงมีผลการวิจัยเป็นเอกภาพว่าดีต่อสุขภาพกันไปนานแล้ว จริงหรือไม่? 

สำหรับงานวิจัยที่น่าจะมาพิจารณาในปี 2560 ที่ผ่านมานั้น ชิ้นแรกได้ถูกเผยแพร่ตีพิมพ์ผ่านวารสารของสมาคมการแพทย์ของประเทศแคนนาดา Canadian Medical Association Journal (CMAJ) ฉบับเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 โดยเป็นการทำงานร่วมกันจากนักวิจัยและโรงพยาบาล ตลอดจนสถาบันหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยแห่งแมนิโตบาด้วย โดยงานวิจัยที่ว่านี้ได้รวบรวมทั้งผลการวิจัยผลการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomised Controlled Trials) และการรวบรวมผลการวิจัยผลการศึกษาแบบไปข้างหน้าจากเหตุไปหาผล (Cohort Studies)

ในส่วนแรกคือ ผลการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomised Controlled Trials) ในการ 3 ทดลองพบผลที่คล้ายคลึงกันคือน้ำตาลเทียมไม่ได้เปลี่ยนแปลงดัชนีมวลกาย (BMI) ในขณะที่ 9 ผลการศึกษาในผู้ใหญ่ พบว่าน้ำตาลเทียมไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก 

แต่ในส่วนที่สอง คือการรวบรวมผลการวิจัยผลการศึกษาแบบไปข้างหน้าจากเหตุไปหาผล (Cohort Studies) ได้ใช้วิธีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนที่บริโภคน้ำตาลเทียมน้อยที่สุด กับ กลุ่มคนที่บริโภคน้ำตาลเทียมมากที่สุด พบว่า:

จากผลการวิจัย 9 ชิ้น ในจำนวนประชากร 400,571 คน พบว่าคนที่บริโภคน้ำตาลเทียมมากที่สุดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น 14% 

จากผลการวิจัย 2 ชิ้น ในจำนวนประชากร 128,176 คน พบว่าคนที่บริโภคน้ำตาลเทียมมากที่สุดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มขึ้น 14%

จากผลการวิจัย 5 ชิ้น ในจำนวนประชากร 232,630 คน พบว่าคนที่บริโภคน้ำตาลเทียมมากที่สุดความเสี่ยงความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 12%

จากผลการวิจัย 5 ชิ้น ในจำนวนประชากร 27,914 คน พบว่าคนที่บริโภคน้ำตาลเทียมมากที่สุด จะเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มโรคเมตตาบอลิก (เป็นโรครวมกันของความดันโลหิตสูง อ้วนเกิน และเบาหวาน) เพิ่มมากขึ้น 31%

ผลการวิจัยผลการศึกษาแบบไปข้างหน้าจากเหตุไปหาผล (Cohort Studies) ยังได้พบการเปรียบเทียบระหว่างคนที่ไม่บริโภคน้ำตาลเทียมเลย กับกลุ่มที่บริโภคน้ำตาลเทียมพบว่าดัชนีมวลกายค่อนข้างเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงความอ้วนและรอบเอวเพิ่มขึ้นด้วย [5]

การที่ผลการวิจัยที่ออกมาไม่เหมือนกันใน 2 รูปแบบนั้น กล่าวได้ว่าวิธีการวิจัยยังมีจุดอ่อนทั้งคู่ กล่าวคือ 

การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials) มีตัวแปรมากจากจำนวนผู้เข้าร่วมที่ยังไม่มากพอ ซึ่งรวมไปถึง การออกกำลังกาย การดื่มและบริโภคอาหารอย่างอื่นที่มีน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้มีผลอาจจะมากกว่าการวัดจากการให้น้ำตาลเทียมเพียงอย่างเดียวว่าเป็นตัวตัดสินว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อ้วนหรือไม่อ้วน 

เช่นเดียวกันกับรูปแบบการศึกษาแบบไปข้างหน้าจากเหตุไปหาผล (Cohort Studies) ที่ใช้แบบสอบถามในเรื่องความถี่ในการบริโภคอาหารย้อนหลังอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนในผลที่แท้จริง และผลลัพธ์ก็อาจมีปัจจัยอื่นๆได้ด้วย นอกจากนี้วิธีการวัดผล หรือ ชนิดของน้ำตาลเทียมก็อาจจะส่งผลทำให้ผลลัพธ์เกิดความแตกต่างกันด้วยก็ได้

อันที่จริงทุกงานวิจัยก็มีจุดอ่อนทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยจากงานวิจัยชิ้นใหญ่ของวารสารของสมาคมการแพทย์ของประเทศแคนนาดาก็เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้ทราบ "เบาะแส"ว่า เครื่องดื่มน้ำตาลเทียมอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก และอาจจะมีโอกาสที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งโรคอ้วนและเบาหวานด้วยก็ได้

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจในปี 2560 ที่ผ่านมาคือวารสารทางการแพทย์ระหว่างประเทศ QJM : An International Journal of Medicine ฉบับเดือนสิงหาคม 2560 ได้เผยแพร่ผลการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานในเรื่องความสัมพันธ์ของเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลและน้ำตาลเทียมกับโรคอ้วนจนถึงเดือนพฤษภาคม 2558 พบผลการศึกษาว่า :

ผลการศึกษา 11 ชิ้นรวมถึงการวิเคราะห์จากงานวิจัยชิ้นนี้ พบว่าการบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมใส่น้ำตาลทำให้มีความเสี่ยงจะเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 18% ในขณะที่ผลการศึกษา 3 ชิ้น ที่ครอบคลุมไปถึงการบริโภคน้ำอัดลมใส่น้ำตาลเทียมนั้นทำให้มีความเสี่ยงจะเป็นโรคอ้วนได้ 59% ผลการศึกษาดังกล่าวทำให้ต้องตระหนักถึงทั้งเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ทั้งใส่น้ำตาลจริงหรือน้ำตาลเทียมนั้นอาจมีผลร้ายต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนได้ [6]

ถึงวันนี้น้ำตาลเทียมยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีผลดีต่อสุขภาพในการนำมาใช้แทนน้ำตาล และอาจทำให้โหยคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลมากขึ้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในเวลานี้คือต้องช่วยกันผลักดันให้ประชาชนห่างไกลจากแป้งขัดขาว และหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิดไม่ว่าใส่น้ำตาลจริงหรือน้ำตาลเทียม แล้วหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น น่าจะเป็นหนทางที่ชัดเจนกว่าการใช้น้ำตาลเทียมมาเป็นคำตอบในการลดความอ้วน

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย
มหาวิทยาลัยรังสิต

อ้างอิง
[1] ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชลิต รัตรสาร หน่วยต่อมไร้ท่อฯ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, น้ำตาลกับสุขภาพ,สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, 1 สิงหาคม 2559 

[2] วีณะ ไวทยะ และสง่า ดามาพงษ์, วิวัฒนาการโภชนาการ, นนทบุรี, กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 

[3] Global Agricultural Information Network, 2014 
[4] Mahshid Dehghan, et al., Associations of fats and carbohydrate intake with cardiovascular disease and mortality in 18 countries from 5 continents (PURE): a prospective cohort study. 2017 Nov 4;390(10107):2050-2062. doi: 10.1016/S0140-6736(17)32252-3. Epub 2017 Aug 29. 

[5] Azad MB, Abou-Setta AM, Chauhan BF, et al. Nonnutritive sweeteners and cardiometabolic health: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials and prospective cohort studies. CMAJ. Published online July 17, 2017

[6] D.Ruanpeng, C. Thongprayoon, W. Cheungpasitporn, T. Haridhanavudhi. Sugar and artificially sweetened beverages linked to obesity: systematic review and meta-analysis. QJM: An International Journal of Medicine, Volume 110, Issue 8, 1 August 2017, Pages 513-520.

 

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย
มหาวิทยาลัยรังสิต

ติดตามบทความแฟนเพจของผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1675226719203957&id=123613731031938

หรือติดตามบทความฉบับเต็มและการอ้างอิงได้ที่
https://mgronline.com/daily/detail/9610000001052

 

 

ติดตามบทความสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/Mlcomcoconutoil/

 

 

 

 


โดย.. MLCOMน้ำมันมะพร้าว (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 14.207.156.17   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

15 ม.ค.2561  เวลา 13:45 น.
โดย.. mamymamy730 (mamymamy730) ส่งข้อความหลังไมค์ 110.169.68.16  
เป็นเกล็ดความรู้ที่ดีมากๆเลยค่ะ หากอ้วนกควรมองหา[url=http://www.fitboost.in.th]เครื่องออกกําลังกาย[/url]ไว้ออกกำลังเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงด้วยนะคะ


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน