บริษัทผลิตยาลดไขมัน มีหนาว!! ถ้ารู้เรื่องนี้


บริษัทผลิตยาลดไขมัน มีหนาว!! ถ้ารู้เรื่องนี้ / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

 
 
โดย MGR Online   
 
4 สิงหาคม 2560 10:12 น.
       

       คอลัมน์ : ธรรมชาติบำบัด
       ผู้เขียน : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       นิตยสารฟรีก็อบปี้ Good Health & Well-Being ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับวันเสาร์ที่ 29 - 30 กรกฎาคม 2560
       

 
        วารสารเวชศาสตร์การกีฬาของอังกฤษ British Journal of Sports Medicine ซึ่งอยู่ในเครือข่ายวารสารทางการแพทย์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลกที่ชื่อ The BMJ Journals. ได้ออกรายงานของ อัสซีม มาลโฮตรา และคณะ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ภายใต้หัวข้อรายงานของที่ชื่อว่า “Saturated fat does not clog the arteries: coronary heart disease is a chronic inflammatory condition, the risk of which can be effectively reduced from healthy lifestyle interventions.” ซึ่งสรุปในหัวข้อว่า
       “ไขมันอิ่มตัว ไม่ได้ทำให้เกิดการอุดตันหลอดเลือดในหัวใจ” 

 
บริษัทผลิตยาลดไขมัน มีหนาว!! ถ้ารู้เรื่องนี้ / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
        ปัญหาไขมันอิ่มตัวนั้นไม่ได้มีการวิจัยเฉพาะวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับวารสารทางการแพทย์ชื่อดังของอเมริกาที่ชื่อว่า The American Journal of Clinical Nutrition ซึ่งได้เผยแพร่งานวิจัยการวิเคราะห์อภิมานในปี 2553 หัวข้อ “Meta-analysis of prospective cohort studies evaluating the association of saturated fat with cardiovascular disease.” ซึ่งสำรวจประชากรที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยจำนวนมาก สูงเกือบถึง 350,000 คน โดยติดตามระหว่าง 5 - 23 ปี สรุปว่า
       
       “ไม่พบหลักฐานอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะสามารถสรุปได้ว่า ไขมันอิ่มตัวเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจได้”
       
       อีกทั้งยังสอดคล้องกับการลงรายงานล่าสุดก่อนหน้านี้ของ The American Journal of Clinical Nutrition ที่ตีพิมพ์ในออนไลน์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ในหัวข้อ “Visceral adiposity and metabolic syndrome after very high-fat and low-fat isocaloric diets : a randomized controlled trial.” พบว่า
       
       “มีการเพิ่มเอชดีแอล (ไขมันตัวดี) ในเลือดสูงเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่กินคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่กินไขมันอิ่มตัวสูง”
       
       รายงานงานวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษที่ออกมาพร้อมกันนั้น ได้ทำให้เกิดการสูญเสียผลประโยชน์ครั้งใหญ่ ทั้งในธุรกิจไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลาย (น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันรำข้าว ฯลฯ) ถึงขนาดองค์กรแห่งหนึ่งที่เกี่ยวกับโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ ตลอดสื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษแห่งหนึ่งต้องออกมาแถลงตอบโต้กลุ่มไขมันอิ่มตัว อย่างน้ำมันมะพร้าว ว่าทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น สวนทางกับงานวิจัยครั้งสำคัญของทั้งสองประเทศเองอย่างน่าอับอายยิ่ง
       
       คำถามคือ แล้วความจริงคืออะไรกันแน่? จึงทำให้มีการแถลงขัดแย้งกับงานวิจัยของ 2 ประเทศนี้ แต่ที่แน่ๆ คือสื่อโซเชียลมีเดียได้เผยแพร่งานวิจัยดังกล่าวไปทั่วโลกที่ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไขมันไม่อิ่มตัวเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคืออาจทำให้บริษัทยาที่ผลิตยาลดไขมันในเลือดจะต้องมีความเสี่ยงในการสูญเสียรายได้อันมหาศาลในโลกนี้ไปด้วย
       
       โดยเฉพาะการออกรายงานครั้งนี้ของวารสาร British Journal of Sports Medicine ได้มีการอ้างอิงไปถึงการประเมินใหม่ของ ดร.คริสโตเฟอร์ อี. รัมส์เดน และคณะ เมื่อเดือนเมษายน 2559 ซึ่งได้พบว่า งานวิจัยย้อนหลังในอดีตของมลรัฐมินิโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างปี พ.ศ. 2511- 2516 ได้มีข้อมูลสำคัญที่ไม่ได้มีการเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ในประเด็นที่ว่า
       
       “แม้คนที่เปลี่ยน “ไขมันอิ่มตัว” มาเป็น “ไขมันไม่อิ่มตัว” จะทำให้คอเลสเตอรอลลดลง แต่คอเลสเตอรอลที่ลดลง 30 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จากการกินไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น กลับมีความเสี่ยงเสียชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 22 % และคอเลสเตอรอลที่ลดลง กลับไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและโรคอื่นๆ แต่ประการใด”
       
       จากหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้วารสาร British Journal of Sports Medicine ได้ออกรายงานว่าไขมันไม่อิ่มตัว (พบมากในน้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันรำข้าว ฯลฯ) ที่มีกรดไลโนเลอิก หรือไขมันโอเมก้า 6 สูง จะทำให้ความเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้น แม้ว่าคอเลสเตอรอลและไขมันแอลดีแอลซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลวในกระแสเลือดจะลดลงก็ตาม
       
       เมื่อคอเลสเตอรอลลดลง แต่กลับทำให้อัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตเพิ่มสูงมากขึ้น ย่อมแสดงว่าปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดไม่ใช่คำตอบที่จะป้องกันโรคหัวใจได้เสมอไป อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจตลอดมา 

 
บริษัทผลิตยาลดไขมัน มีหนาว!! ถ้ารู้เรื่องนี้ / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
        อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังได้อ้างอิงงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารทางการแพทย์ The BMJ Journals เมื่อปี 2559 ซึ่งได้เผยแพร่งานวิจัยที่รวบรวมผลการศึกษาจำนวนมากอย่างเป็นระบบ ในหัวข้อ “Lack of an association or an inverse association between low-density-lipoprotein cholesterol and mortality in the elderly: a systematic review” ซึ่งได้สรุปในองค์ความรู้ใหม่ว่า
       
       กลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คอเลสเตอรอลที่ลดลงกับยิ่งทำให้ความเสี่ยงที่จะทำให้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น
       
       ไม่พบความต่อเนื่องของสมมุติฐานที่ว่าคอเลสเตอรอล หรือ ไขมันแอลดีแอล ((ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว)สูงขึ้นจะทำให้เกิดโรคหัวใจ
       
       กลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป พบว่าหากมีไขมันแอลดีแอล (ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว)สูง กลับมีอายุยืนกว่าคนที่มีไขมันแอลดีแอลต่ำ ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวทำให้ต้องตั้งคำถามถึงการคงอยู่ในสมมุติฐานของคอเลสเตอรอลจะยังสามารถใช้ได้ต่อไปหรือไม่?
       
       รายงานฉบับนี้จึงได้แนะนำว่าการพิจารณาโดยใช้สัดส่วนระหว่างคอเลสเตอรอล หารด้วย เอชดีแอล (ไขมันตัวดี) คือการคาดการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และการลดความเสี่ยงโดยใช้สัดส่วนนี้จะลดลง (ความเสี่ยงหัวใจลดลง) ก็ต่อเมื่อเกิดการทดแทนการบริโภคแป้งขัดขาวให้กลายเป็นไขมันชนิดที่ทำให้สุขภาพดี
       
       ภายใต้งานรายงานข้างต้นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าลำพังการพิจารณาปริมาณคอเลสเตอรอลหรือ ไขมันแอลดีแอล (ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว)ในกระแสเลือด ไม่สามารถใช้ในการคาดการณ์ความเสี่ยงโรคหัวใจของผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีได้แล้ว
       
       ถ้าเช่นนั้น เราจะกินยาลดไขมันในกระแสเลือดไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพบข้อมูลว่า กลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คอเลสเตอรอลที่ลดลง กลับยิ่งทำให้ความเสี่ยงที่จะทำให้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น?
       
       นั่นหมายความว่า ต่อไป หากจะพิจารณาความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจของผู้ที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี จะพิจารณาแต่ปริมาณคอเลสเตอรอลหรือ ไขมันแอลดีแอล (ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว) ในกระแสเลือด แล้วกินยาลดไขมันแต่อย่างเดียวไม่ได้แล้ว
       
       แต่จะต้องพิจารณาจาก “สัดส่วน” ระหว่าง “คอเลสเตอรอล” หารด้วย “เอชดีแอล” (ไขมันตัวดี) ว่าไม่ควรเกิน 5 และสมมุติว่าสัดส่วนดังกล่าจะสูงเกินกว่า 5 วิธีลดสัดส่วนดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจที่น่าจะเป็น คือการงดแป้งขัดขาว และหยุดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีกรดไลโนโลอิก (ไขมันโอเมก้า 6) สูง ซึ่งน่าจะตรงประเด็นมากกว่า 
       
       เหตุที่การปรับพฤติกรรมน่าจะดีกว่าการกินยานั้น ก็เพราะเหตุว่ายากลุ่มลดไขมันในเลือดในกลุ่มที่เรียกว่าสแตติน (Statin) อาจส่งผลทำให้เกิดการปวดกล้ามเนื้อ, เพิ่มความเสี่ยงทำให้ตับเสียหาย, เพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2, เพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมและพาร์กินสัน ฯลฯ ความเสี่ยงเหล่านี้จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่กินยาลดไขมันหลายขนาน, ผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิง, คนที่มีโครงร่างเล็ก, คนที่มีอายุเกินกว่า 65 ปีขึ้นไป, คนที่มีภาวะโรคตับหรือโรคไต, รวมถึงคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ฯลฯ
       
       เชื่อว่าข้อมูลจากงานวิจัยข้างต้นนั้นจึงกำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติน้ำมันพืชของโลก และกำลังจะทำให้เกิดการสูญเสียผลประโยชน์ของบริษัทผลิตยาลดไขมันในเลือดในอนาคตอย่างแน่นอน!!! 

 

บริษัทผลิตยาลดไขมันมีหนาว!! ถ้ารู้เรื่องนี้
วารสารเวชศาสตร์การกีฬาของอังกฤษ British Journal of Sports Medicine ซึ่งอยู่ในเครือข่ายวารสารทางการแพทย์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลกที่ชื่อ The BMJ Journals. ได้ออกรายงานของ อัสซีม มาลโฮตรา และคณะ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ภายใต้หัวข้อรายงานของที่ชื่อว่า “Saturated fat does not clog the arteries: coronary heart disease is a chronic inflammatory condition, the risk of which can be effectively reduced from healthy lifestyle interventions.” ซึ่งสรุปในหัวข้อว่า
“ไขมันอิ่มตัว ไม่ได้ทำให้เกิดการอุดตันหลอดเลือดในหัวใจ”
ปัญหาไขมันอิ่มตัวนั้นไม่ได้มีการวิจัยเฉพาะวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับวารสารทางการแพทย์ชื่อดังของอเมริกาที่ชื่อว่า The American Journal of Clinical Nutrition ซึ่งได้เผยแพร่งานวิจัยการวิเคราะห์อภิมานในปี 2553 หัวข้อ “Meta-analysis of prospective cohort studies evaluating the association of saturated fat with cardiovascular disease.” ซึ่งสำรวจประชากรที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยจำนวนมาก สูงเกือบถึง 350,000 คน โดยติดตามระหว่าง 5 - 23 ปี สรุปว่า
“ไม่พบหลักฐานอย่างมีนัยยะสำคัญที่จะสามารถสรุปได้ว่า ไขมันอิ่มตัวเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจได้”
อีกทั้งยังสอดคล้องกับการลงรายงานล่าสุดก่อนหน้านี้ของ The American Journal of Clinical Nutrition ที่ตีพิมพ์ในออนไลน์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ในหัวข้อ “Visceral adiposity and metabolic syndrome after very high-fat and low-fat isocaloric diets : a randomized controlled trial.” พบว่า
“มีการเพิ่มเอชดีแอล (ไขมันตัวดี) ในเลือดสูงเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่กินคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่กินไขมันอิ่มตัวสูง”
รายงานงานวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษที่ออกมาพร้อมกันนั้น ได้ทำให้เกิดการสูญเสียผลประโยชน์ครั้งใหญ่ ทั้งในธุรกิจไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลาย (น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันรำข้าว ฯลฯ) ถึงขนาดองค์กรแห่งหนึ่งที่เกี่ยวกับโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ ตลอดสื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษแห่งหนึ่งต้องออกมาแถลงตอบโต้กลุ่มไขมันอิ่มตัว อย่างน้ำมันมะพร้าว ว่าทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น สวนทางกับงานวิจัยครั้งสำคัญของทั้งสองประเทศเองอย่างน่าอับอายยิ่ง
คำถามคือ แล้วความจริงคืออะไรกันแน่? จึงทำให้มีการแถลงขัดแย้งกับงานวิจัยของ 2 ประเทศนี้ แต่ที่แน่ๆ คือสื่อโซเชียลมีเดียได้เผยแพร่งานวิจัยดังกล่าวไปทั่วโลกที่ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไขมันไม่อิ่มตัวเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคืออาจทำให้บริษัทยาที่ผลิตยาลดไขมันในเลือดจะต้องมีความเสี่ยงในการสูญเสียรายได้อันมหาศาลในโลกนี้ไปด้วย
โดยเฉพาะการออกรายงานครั้งนี้ของวารสาร British Journal of Sports Medicine ได้มีการอ้างอิงไปถึงการประเมินใหม่ของ ดร.คริสโตเฟอร์ อี. รัมส์เดน และคณะ เมื่อเดือนเมษายน 2559 ซึ่งได้พบว่า งานวิจัยย้อนหลังในอดีตของมลรัฐมินิโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างปี พ.ศ. 2511- 2516 ได้มีข้อมูลสำคัญที่ไม่ได้มีการเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ในประเด็นที่ว่า
“แม้คนที่เปลี่ยน “ไขมันอิ่มตัว” มาเป็น “ไขมันไม่อิ่มตัว” จะทำให้คอเลสเตอรอลลดลง แต่คอเลสเตอรอลที่ลดลง 30 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จากการกินไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น กลับมีความเสี่ยงเสียชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 22 % และคอเลสเตอรอลที่ลดลง กลับไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและโรคอื่นๆ แต่ประการใด”
จากหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้วารสาร British Journal of Sports Medicine ได้ออกรายงานว่าไขมันไม่อิ่มตัว (พบมากในน้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันรำข้าว ฯลฯ) ที่มีกรดไลโนเลอิก หรือไขมันโอเมก้า 6 สูง จะทำให้ความเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้น แม้ว่าคอเลสเตอรอลและไขมันแอลดีแอลซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลวในกระแสเลือดจะลดลงก็ตาม
เมื่อคอเลสเตอรอลลดลง แต่กลับทำให้อัตราความเสี่ยงในการเสียชีวิตเพิ่มสูงมากขึ้น ย่อมแสดงว่าปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดไม่ใช่คำตอบที่จะป้องกันโรคหัวใจได้เสมอไป อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจตลอดมา
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังได้อ้างอิงงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารทางการแพทย์ The BMJ Journals เมื่อปี 2559 ซึ่งได้เผยแพร่งานวิจัยที่รวบรวมผลการศึกษาจำนวนมากอย่างเป็นระบบ ในหัวข้อ “Lack of an association or an inverse association between low-density-lipoprotein cholesterol and mortality in the elderly: a systematic review” ซึ่งได้สรุปในองค์ความรู้ใหม่ว่า
"กลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คอเลสเตอรอลที่ลดลงกับยิ่งทำให้ความเสี่ยงที่จะทำให้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น"
"ไม่พบความต่อเนื่องของสมมุติฐานที่ว่าคอเลสเตอรอล หรือ ไขมันแอลดีแอล ((ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว)สูงขึ้นจะทำให้เกิดโรคหัวใจ"
"กลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป พบว่าหากมีไขมันแอลดีแอล (ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว)สูง กลับมีอายุยืนกว่าคนที่มีไขมันแอลดีแอลต่ำ ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวทำให้ต้องตั้งคำถามถึงการคงอยู่ในสมมุติฐานของคอเลสเตอรอลจะยังสามารถใช้ได้ต่อไปหรือไม่?"
รายงานฉบับนี้จึงได้แนะนำว่าการพิจารณาโดยใช้สัดส่วนระหว่างคอเลสเตอรอล หารด้วย เอชดีแอล (ไขมันตัวดี) คือการคาดการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และการลดความเสี่ยงโดยใช้สัดส่วนนี้จะลดลง (ความเสี่ยงหัวใจลดลง) ก็ต่อเมื่อเกิดการทดแทนการบริโภคแป้งขัดขาวให้กลายเป็นไขมันชนิดที่ทำให้สุขภาพดี
ภายใต้งานรายงานข้างต้นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าลำพังการพิจารณาปริมาณคอเลสเตอรอลหรือ ไขมันแอลดีแอล (ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว)ในกระแสเลือด ไม่สามารถใช้ในการคาดการณ์ความเสี่ยงโรคหัวใจของผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีได้แล้ว
ถ้าเช่นนั้น เราจะกินยาลดไขมันในกระแสเลือดไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพบข้อมูลว่า กลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คอเลสเตอรอลที่ลดลง กลับยิ่งทำให้ความเสี่ยงที่จะทำให้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น?
นั่นหมายความว่า ต่อไป หากจะพิจารณาความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจของผู้ที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี จะพิจารณาแต่ปริมาณคอเลสเตอรอลหรือ ไขมันแอลดีแอล (ซึ่งถูกเรียกว่าไขมันตัวเลว) ในกระแสเลือด แล้วกินยาลดไขมันแต่อย่างเดียวไม่ได้แล้ว
แต่จะต้องพิจารณาจาก “สัดส่วน” ระหว่าง “คอเลสเตอรอล” หารด้วย “เอชดีแอล” (ไขมันตัวดี) ว่าไม่ควรเกิน 5 และสมมุติว่าสัดส่วนดังกล่าจะสูงเกินกว่า 5 วิธีลดสัดส่วนดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจที่น่าจะเป็น คือการงดแป้งขัดขาว และหยุดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีกรดไลโนโลอิก (ไขมันโอเมก้า 6) สูง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ววันละ 30 นาทีขึ้นไป 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งน่าจะตรงประเด็นมากกว่า
เหตุที่การปรับพฤติกรรมน่าจะดีกว่าการกินยานั้น ก็เพราะเหตุว่ายากลุ่มลดไขมันในเลือดในกลุ่มที่เรียกว่าสแตติน (Statin) อาจส่งผลทำให้เกิดการปวดกล้ามเนื้อ, เพิ่มความเสี่ยงทำให้ตับเสียหาย, เพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2, เพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมและพาร์กินสัน ฯลฯ ความเสี่ยงเหล่านี้จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่กินยาลดไขมันหลายขนาน, ผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิง, คนที่มีโครงร่างเล็ก, คนที่มีอายุเกินกว่า 65 ปีขึ้นไป, คนที่มีภาวะโรคตับหรือโรคไต, รวมถึงคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ฯลฯ
เชื่อว่าข้อมูลจากงานวิจัยข้างต้นนั้นจึงกำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติน้ำมันพืชของโลก และกำลังจะทำให้เกิดการสูญเสียผลประโยชน์ของบริษัทผลิตยาลดไขมันในเลือดในอนาคตอย่างแน่นอน!!!
ด้วยความปราถนาดีจาก
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
4 สิงหาคม 2560
ติดตามรายละเอียดผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1525053230887974&id=123613731031938
บริษัทผลิตยาลดไขมัน มีหนาว!! ถ้ารู้เรื่องนี้ / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
http://www.manager.co.th/GoodHealth/ViewNews.aspx?NewsID=9600000079304


โดย.. MLCOMน้ำมันมะพร้าว (quaff) ส่งข้อความหลังไมค์ 14.207.156.117   


 


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน