น้ำมักหกบนถนนเอาทรายมาโรยแต่ไม่มาจัดการเก็บกวาด


น้ำมักหกบนถนนเอาทรายมาโรยแต่ไม่มาจัดการเก็บกวาด

เห็นกันเป็นประจำในตรัง เมื่อมีรถทำน้ำมันหกเลอะบนถนน จะมีหน่วยงานซึ่งมีวิธีทำงานแบบมักง่ายคือ
เอาทรายไปโรยไว้บนถนน เป็นวิธีซึ่ง ไม่ปลอดภัย และมักง่ายเป็นที่สุด
ที่เจ็บแสบไปกว่านั้นคือ มีเหตุน้ำมันหกตั้งแต่วันที่ 31 เอาทรายโรยเป็นทางยาว วันที่ 31 มีนามคม
มาถึงวันนี้ 03 เมษายน 2553 ช่วง ถนนห้วยยอดบริเวณ หน้าตรังมินิมาร์ด(เดิม) ไปถึง ร้าน
สิงคโปร์ตรัง(ขายมอเตอร์ไซค์)
ก็ยังหาผู้ดูแลกินเงินเดือนจากประชาชนหน้าใดๆมิได้มาเก็บกวาด
ให้เรียบร้อย จะเรียกว่าเสียข้าสุกก็ไม่ผิด พฤติกรรมเช่นนี้เคยทำมาแล้วในอดีต ทำเป็นประจำ
แล้วก็ยังทำกันต่อไป

จริงๆแล้ว รถขัดรถน้ำรถดูดฝุ่นก็มีครบ น้ำมันก็มีเติม ทำไมถึงได้เลือกจะทำแบบ ขอไปที ปัดสวะให้พ้นๆตัว
แบบนี้ด้วยครับ ข้องใจเหลือเกิน

มีผู้ขับขี่ใช้ถนน ล้มกลิ้งไปแล้ว หลายต่อหลายคน แต่โชคยังดีมิใช่ลูกท่าน ลูกคุณนาย ก็เลย
ยังไม่มีการมาจัดการให้เรียบร้อย สงสัยจริงๆว่า หน่วยงานในตรังบางแห่งนี้เค้า ทำงานกัน
แบบไม่แฉ ไม่โวยงาย ไม่ได้รับโทรศัพท์จี้ก้น ไม่ได้คำสั่งจากนาย เค้าไม่คิดจะทำอะไรกันหรือครับ
คงจะคาดฝันว่า เดี๋ยวฝนตกมา ก็ไม่ต้องมาเก็บกวาดแล้ว สบายไป จะบอกว่าไม่รู้เลยก็ไม่ได้
ก็ในเมื่อเมืองตรังก็เล็กเพียงนี้เอง

ทำไมต้องให้ประชาชนเดือดร้อนด้วยครับ ทำไมกินเงินเดือนจากประชาชนแล้วคิดอ่านทำงานกันไม่
เป็นหรือ

ส่ง
Email ไปให้เทศบาลทราบแล้วก็เงียบหายไป แถมบาง Email ก็ไม่ยอมรับจดหมายอีกต่างหาก
จะเป็นหน่วยงานในเงามืดในหมอกในถ้ำกันหรือย่างไรครับ สงสัยจริงๆว่า เปิด
Email กันไม่เป็น
หรือว่า แกล้งให้มี
Email แต่ไม่คิดจะเปิดอ่านกัน แหมโปร่งใส ไร้ทางแก้จริงๆครับ

หรือว่าเพียงเรื่อง ไม่ยอมทำงานเล็กเพียงนี้ ต้องร้องให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปดูก่อน
ประชาชนมิใช่ผู้ว่า ก็เลยไม่ต้องสนใจว่าจะเดือดร้อนอย่างไรหรือ ประชาชนให้คุณให้โทษไม่ได้
ก็เลยเห็นเป็นหัวหลักหัวตอว่ากันอย่างนี้ใช่หรือเปล่าครับ


โดย.. ช้างเผือก 124.157.162.127   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

4 เม.ย.2553  เวลา 01:16 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.162.127  

พี่น้องชาวตรังท่านใดผ่านไปผ่านมาก็ระวังกันด้วยนะครับ เพราะการบาดเจ็บอาจเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องประมาทก็เกิด

แสนง่ายดายครับ ก็ทรายถูกโรยเป็นทางยาว ปริมาณไม่ใช่น้อยๆด้วยครับ จะกลิ้ง จะล้ม จะเจ็บ มาจากน้ำมือ

ทรายซึ่งใช้ซับน้ำมัน น่าแค้นใจยิ่งนักครับ สงสัยจริงๆครับว่า ในโลกนี้เค้าใช้วิธีนี้กัน กี่ประเทศครับ

ความปลอดภัย ระวังทรายเกลื่อนถนน กับน้ำมันหกบนถนน อาจห่างกันเพียงนิดเดียวเองครับผม


 ความคิดเห็นที่ 2

4 เม.ย.2553  เวลา 10:09 น.
โดย.. ฟอร์ด8256 180.183.179.100  

เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยมีใครสนใจเพราะถือว่าธุระไม่ใช่ ผมเคยนำเรื่องนี้พูดกับสท.2ท่านแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ บางท่านก็บอกว่าไม่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นี่หรือคือความภูมิใจของเทศบาลนครตรังที่ได้รับรางวัลมามากมาย สุดท้ายนี้ผมหวังว่าเทศบาลนครตรังจะให้ความปลอดภัยแก่ชาวบ้านมากกว่านี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณสำหรับผู้ตั้งกระทู้ที่มีความคิดเดียวกับผม ขอบคุณอีกครั้งครับ


 ความคิดเห็นที่ 3

4 เม.ย.2553  เวลา 16:18 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.197.36  

ยินดีครับ คุณ ฟอร์ด8256 (ford8256)
ก่อนคนบางคนจะกลายเป็นนักการเมือง เมื่อคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆได้พูดคุยด้วยก็ยังพอหวังได้ครับ
แต่เมื่อกลายเป็นนักการเมืองท้องถิ่น กลับเปลี่ยนหน้ามือกับหลังมือเลยครับ

ผมนึกเสมอว่า ถ้าคุยต้องให้นักข่าวอยู่ในที่นั่นด้วยครับ เพราะว่า ประชาชนไม่มีช่องทาง
เอาเนื้อหาไปเปิดเผยได้ในวงกว้าง ฉะนั้นนักการเมืองทั้งหลายจึงเกรงใจนักข่าวมาก
คุยต่อหน้าสองต่อสองกับคนประชาชนทั่วไป ต่างกับคุยกับหน้ากล้องมากครับ

ความไม่รับผิดชอบ ปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่นั่น เป็นเรื่องน่าอายก็เฉพาะเมื่อนักข่าวเอาไปแฉ
ครับ ถ้าคนทั่วไปเอาไปคุยในวงกาแฟ นั่น เค้าไม่รู้สึกอะไรเลยครับ

คนตรังลืมง่าย แถมยัง ไม่เคยปริปากบ่น ให้อภัยคนผิดคนไม่ทำงานจนเกินพอดีครับ
สรุปง่ายๆ ถ้าเป็นท้องถิ่นอื่น ประชาชนนิดเดียวโวยวายก็เป็นเรื่อง มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

นักการเมืองท้องถิ่นบางคนซึ่งอย่างหนาพิเศษในตรัง เค้าไม่รู้สึกครับ ถือว่าไปไหน ก็ยังมีคนยกมือไหว้
ไปไหนก็ยังมีคนยอมรับ ยิ้มให้ มีคนน้อมต้อนรับ ก็เลยกลายเป็นว่า ทำผิดทำพลาด ไม่ทำงาน ไม่คิดความถูกต้อง
ความปลอดภัย หรือ จิตสำนึกที่ดี ก็ชั่งมัน อย่างไร ก็ยังมีคนนับหน้าถือตา สบายใจครับผม

ผู้มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะดีหรือไม่ จะทำงานหรือไม่ มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่ทราบ ถ้ามีเพียงประชาชน
กลุ่มเล็กรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รุ้สึกรู้สาอะไร ก็คงต้องให้โดนเหยียบเท้ากันก่อน ให้รู้สึกว่า
ความเดือดร้อน มาถึงตัวก่อน ค่อยออกมาคิดกันได้ครับ


 ความคิดเห็นที่ 4

4 เม.ย.2553  เวลา 16:37 น.
โดย.. ฟอร์ด8256 180.183.177.1  
จะทำอย่างไรให้ผู้คนทั่วไปได้อ่านข้อความที่คุณ(ช้างเผือก)กับผม(ford8256)ได้อ่านกันมากกว่านี้ เพราะขณะนี้กระทู้ของคุณได้ตกหน้ากระดาน(เว็บบอร์ดอัพเดท)ไปแล้ว

 ความคิดเห็นที่ 5

5 เม.ย.2553  เวลา 02:32 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.197.36  

คงจะทำอะไรไม่ได้ครับ เมื่อมีกระทู้ใหม่ก็ดันกระทู้ตกไปครับ

ความทุกข์ของผู้ใช้ถนนที่ต้องพบ ก็ทำให้เอือมระอา กับวิธีการทำงานของผู้มีหน้าที่แต่ไม่รับผิดชอบเช่นกันครับผม

อย่างว่าหละครับผม ถ้ามีคนเจ็บคนตายสาหัสเป็นผู้มีอำนาจมีบารมี สิ่งต่างๆจึงจะมีการกระตุกตื้นกันสักรอบ

พอผ่านไปก็หลับไหลนอนสบายกันปกติครับ ทุกข์ของประชาชนเป็นลาภอันประเสริฐของผู้ไม่เดือดร้อนและไม่มีสำนึกครับผม


 ความคิดเห็นที่ 6

5 เม.ย.2553  เวลา 09:31 น.
โดย.. alak 183.88.112.178  

จริงๆแล้วเป็นกระทู้ที่น่าอ่านและคิดตามนะครับ  และคนที่อ่านและรับผิดชอบก็จะนำไปแก้ใขก่อนที่จะเกิดการสูญเสีย

กับคนตรังหรือคนทั่วไป  แต่ผมสังเกตุว่ากระทู้ที่มีประโยชน์หรือควรได้รับการใส่ใจมักมีคนให้ความสำคัญน้อย

ยกตัวอย่างเช่นลงวันเดียวกันกับกระทู้โรบินสัน  มีคนเข้าไปดูหรือแสดงความคิดเห็นที่มากกว่า  จริงๆผมดูในบอร์ด

บ่อยแต่น้อยคนที่แสดงความเห็นหรือแค่คลิกเข้าดูในส่วนที่ควรได้รับการแก้ใขเพื่อส่วนรวม  ถ้าทุกคนในกลุ่มเล็กๆนี้

ยังให้ความสำคัญน้อย  แล้วเราจะให้สังคมที่กว้างใหญ่หันมาดูปัญหาได้อย่างไรเล่า....

กับปัญหาที่เกิด


 ความคิดเห็นที่ 7

5 เม.ย.2553  เวลา 15:43 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.205.201  

วันนี้ วันที่05 เมษายน 2553 สภาพปัญหาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมครับ ทรายก็ยังคงเกลื่อนบนผิวถนนเช่นเดิม

มีเพียงบางส่วนหน้าร้านสิงคโปร์ตรังถูกกวาดออกไปบ้างเล็กน้อยครับ

สงสัยว่าประชาชนจังหวัดตรัง น่าจะหยุดจ่ายภาษี ประท้วงการความไร้สำนึกต่อหน้าที่ ของหน่วยงานบางแห่งกันบ้างครับ

ผมก็ยกตัวอย่างไปอย่างนั้นหละครับ คงทำไม่ได้ หน้าที่พลเมืองก็ต้องทำให้ดี ส่วนหน้าที่ของหน่วยงานราชการ

ก็คงอยู่ในสภาพ อนาถใจต่อไปครับผม แล้วรถดูดฝุ่น คันตั้งหลายล้านตกลงจะซื้อไปทำอะไรหนอ รถฉีดน้ำก็มีตั้งหลายคัน

เอาไว้ทำประโยชน์อะไรหนอ สงสัยว่า ปัญหานี้เล็กเกินกว่า จะไปเข้าตาคนบางคนครับ

แหมนี้ถ้าเป็นบ้านเมืองอื่น น่าจะนัดนักข่าวมาทำข่าว แล้วให้พี่น้องสองข้างถนน รวมมือกันล้างถนนเสียเอง แบบตามมีตามเกิด

ใครมีสายยางต่อน้ำมาฉีดมาล้าง มากวาดกันเอง ให้รู้แล้วรู้รอดกันไป

ที่ต้องทำข่าวก็เพื่อกระตุ้นเตือนว่า ถ้าใครไม่ทำหน้าที่ อย่านึกว่า ประชาชนจะงอมืองอเท้ารอ ต่อไปจะได้เห็นอะไรดีๆเกิดขึ้น

แต่สงสัยว่าจะต้องรอต่อไปครับ เพราะชุมชนคนตรัง เค้าอดทนเก่ง ไม่กล้ามีปากมีเสียงกับใคร ก้มหน้าก้มตารับกรรมต่อไปนั่นเองครับ


 ความคิดเห็นที่ 8

5 เม.ย.2553  เวลา 19:36 น.
โดย.. ฟอร์ด8256 180.183.176.187  
ขออนุญาตพูดคุยอีกหน่อย ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านยังมีอีกมาก หลายๆคนอาจไม่สนใจ,ธุระไม่ใช่,เห็นจนชินตาเลยไม่รู้สึกอะไร ยกตัวอย่างง่ายๆหากหลายๆคนยังจำกันได้ คนกวาดขยะกับรถเข็นหายไปไหน? จะเห็นได้ว่าเขตเทศบาลเมืองตรังในสมัยนั้นสะอาดสะอ้านกว่านี่เยอะแล้วในยุคนั้นเทศบาลเมืองตรังเคยแข่งขันประกวดความสะอาดกับเทศบาลยะลาด้วยซ้ำ ทั้งที่ในยุคนั้นไม่มีรถกวาดและดูดฝุ่นคันละหลายล้านบาท หันกลับมามองเทศบาลนครตรังในยุคปัจจุบันมันต่างกันลิบลับ ผมก็ได้แต่ทำตาปริบๆ และเช่นเคยไปปรึกษากับสท.ท่านก็บอกว่าไม่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ อีกท่านพูดเหมือนไม่ได้พูด แล้วเราท่านทั้งหลายจะเลือกคนเหล่านี้มาบริหารบ้านเมืองกันทำไม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 ความคิดเห็นที่ 9

5 เม.ย.2553  เวลา 20:02 น.
โดย.. ttt 118.173.135.204  

นี่แหละคือปัญหาของคนตรัง ซึ่งเหตุเกิดเพราะนักการเมืองชอบกินหินกินปูน และกินทราย เพราะนี่คือของหนักกินแล้วอิ่มท้องไงครับ


 ความคิดเห็นที่ 10

5 เม.ย.2553  เวลา 20:12 น.
โดย.. zercon 115.67.242.9  

เสียดายเงินงบประมาณที่ใช้ไปโดยสูญเปล่า  อย่างนี้รึเปล่าที่คนเค้าเรียกว่าเงินขึ้นสนิม  แถมยังติดล้ออีกด้วย


 ความคิดเห็นที่ 11

6 เม.ย.2553  เวลา 02:03 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.205.201  

ใช่ครับ สมัยก่อนจะมีคนกวาดถนนจะมีรถมาด้วย เพื่อเก็บขยะที่ตนกวาด ภายหลังมานี้ ขับมอเตอร์ไซค์มากวาดครับทันสมัย
ไม่น้อยหน้าใครๆ แต่ว่าขณะนี้เกือบจะทุกถนนไม่มีถังขยะอีกแล้วนะครับ แล้วเมื่อกวาดถนนเสร็จจะเอาขยะหอบกลับไปบ้าน
ด้วยหรือเปล่าหนอ น่าคิดนะครับ

บางครั้งบางเรื่องถึงจะเล็ก เหมือนจะเป็นเรื่องไม่น่าเป็นเรื่อง แต่ใครจะนึกว่า ที่ตรัง จะสามารถมีเรื่องขึ้นมาได้ครับ
ถ้าคนที่มีหน้าที่ทำงาน ทำงานอย่างเต็มกำลัง ถ้าคนมีหน้าที่คิด รู้จักคิด แบบพอเพียง รู้จักคำว่า ความมีความสุขแบบยั่งยืน
ผมว่า เมืองตรัง ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่นี่ น่าจะอยู่อย่างเป็นสุขมากยิ่งขึ้นครับ แต่ในเมื่อกลับตรงกันข้ามไปหมด

ก็เลยเป็นว่า ถ้าไม่มีทางไปก็ทนๆอยู่กันไป ถ้ามีหนทางเมื่อใด จะรีบไปไกลเสียจากที่ต้องทนอยู่ ก็เลยเป็นสภาพ คนดีมีปัญญา.
มีกำลังความคิด ไม่กลับมาพัฒนาบ้านเมืองตรัง ถึงอยู่กับไม่อยากจะมีปากมีเสียงให้โดนเพ่งเล็ง

อย่างสุภาษิตเพี้ยนที่ว่า อย่าทำดีเกินคนอื่นจะเป็นภัย อย่างไรครับ ก็เลยกลายเป็น ชั่งมันทุกเรื่องจนทุกอย่างที่เกิดปัญหาอยู่
ก็พากันทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

รอกันต่อไปครับคนยุคนี้ไม่ทำไม่คิด ไม่เห็นปัญหาอะไร รอดูว่าคนยุคหน้าจะไปถึงไหนครับผม


 ความคิดเห็นที่ 12

8 เม.ย.2553  เวลา 14:49 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.204.184  

มาถึงวันนี้ วันที่ 08 เมษายน 2553 สภาพปัญหาก็ยังคงอยู่เช่นเดิมทุกประการครับ
ผ่านไปถ้าขับรถตามท้าย รถคันอื่นในช่องจราจรขวามือ ก็จะมีฝุ้งกระจายลอยให้เห็นครับ

สงสัยว่าปัญหาของประชาชน คงต้องหาทางแก้กันเองครับ
หน่วยงานคงหวังดีกับประชาชนครับ จะสอนให้ประชาชนรู้ว่า
ทุกคนมีมือมีเท้า ก็รุกขึ้นมาเช็ดมากวาดมาทำความสะอาดเองสิ
บนถนนหน้าบ้านใคร ใครเดือดร้อนก็ชวนคนข้างบ้านมาช่วยกันเอง
รู้จักไหม ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่าไปหวังพี่งใคร อะไรทำได้เองก็ทำไป

บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า บ้านเมืองจะดีได้ ก็ต่อเมืองคนที่อาศัยในเมืองนั้นมีจิตสำนึกที่ดี รู้จักทำหน้าที่ของตนเอง
รู้จักคิด รู้จักทำเสียบ้าง ลำพังจะไปหวัง คนทำงานกินภาษีประชาชน หรือนักการเมืองที่มาแล้วก็ไป
นั่นอย่าหวังเลย ไม่มีใครเดือดร้อนด้วย เค้าก็ไม่สนใจ

คนตรังทนอด และอดทนจริงๆครับ ทรายจะเต็มบ้าน ถนนจะอยู่ในสภาพแย่เพียงใด คนตรังก็ทนได้ครับ
ไม่ปริปากสักคำ สงสัยว่า จะมีคนเดือดร้อน ล้มรถ บาดเจ็บ น้อยเกินไปครับ


 ความคิดเห็นที่ 13

14 เม.ย.2553  เวลา 21:30 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.204.157  

ถึงวันนี้ วันที่ 14 เมษายน 2553 สภาพปัญหาก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมครับ
แม้ว่าวันที่ 13 เมษายน 2553 จะมีฝนตกลงมาบ้างก็ตามที แต่ว่าปริมาณทรายบนถนนก็ยังคงมีไม่น้อยเลยครับ
แล้วพร้อมจะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินเช่นเดิมครับ เพราะว่ายังมีคนล้มรถ อยู่อีกครับ

สงสัยว่า กรรมเวรคนตรังแท้ๆนะครับ ทรายอยู่บนถนนเพราะถูกนำมาโรยไว้ แถมยังสำแดงฤทธิ์ทำให้คนหลายสิบคน
ล้มรถกันไปทั่วหน้า สลดใจและสังเวชใจมากครับ เพราะสภาพถนน สภาพผิวทาง ก็ยังเป็นทรายยาวเป็นทางอยู่ไม่ต่าง
จากที่บนมาตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม อาจลดลงไปบ้างแต่ก็ใช้ว่าจะเกลี้ยงสะอาดอย่างเก่าก่อน จะโดนโรยทรายนะครับ

ถ้าวันที่ 16 เมษายน 2553 เค้าเปิดทดลองยกเลิกเป็นเดินรถสองทางสวนกัน คงจะล้มจับกบกันอีกมากมายครับ
สงสัยว่า ปัญหาแบบนี้เรื่องไม่เข้าตากรรมการครับ เลยกลายเป็นกรรมหนักไล่ตามผู้ใช้ถนนว่าใครจะล้มเป็นรายต่อไปอีกครับผม



    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน