เรียนเก่งหรือเฮง.......


พิณทองทา ชินวัตร ความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สิ่งที่น่าคลางแคลงใจเกี่ยวกับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของ น.ส. พิณทองทา ชินวัตร
ดูเหมือนจะถูกละเลยไม่กล่าวถึง คล้ายกับเป็นสิ่งต้องห้าม
ที่ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัย
ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างยินยอมพร้อมใจไร้ท่าทีหรือแม่แต่การแสดงความคิดเห็นใดๆต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน
 
ในการสอบ EntRance 1999 (พ.ศ. 2542)
มีเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสตรีเอกชนชื่อดัง
ซึ่งมีสถานีรถไฟฟ้าชิดลมตั้งอยู่ด้านหน้า
ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในฐานะนิสิตชั้นปีที่ 1
สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (ภาคพิเศษ) คณะอุตสาหกรรมเกษตร รหัสนิสิต
42150888* ประเด็นที่น่าขบคิด คือ
 
1. นิสิตใหม่ผู้นี้ จบการศึกษาจากการสอบเทียบ(หรือการศึกษานอกโรงเรียน:
ซึ่งเปิดให้นักเรียนในระบบสามารถสอบเทียบได้เป็นปีสุดท้าย โดยหลังจากปี 2542
แล้วได้ตัดสิทธินักเรียนที่เรียนในระบบ มิให้ใช้สิทธิสอบเทียบอีก)
ขณะที่การศึกษาในโรงเรียนเธอนั้น เธอร่ำเรียนมาในสาย ศิลป์-คำนวณ
หลักเกณฑ์ของคณะในการรับนิสิตนั้น ทางคณะฯรับนิสิตโดยตรง
ซึ่งทำการสอบข้อเขียนที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะและกำหนดคุณสมบัติของนิสิตว่าต้องเป็นนักเรียนสาขาวิทย์-คณิต
 
เหตุใดเธอจึงเข้าเรียนในสาขาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (ภาคพิเศษ)
คณะอุตสาหกรรมเกษตร?
 
ข้อโต้แย้ง เป็นไปได้ว่า เธอผู้นี้สอบเทียบในสาขาวิทยาศาสตร์มาก็อาจเป็นได้
 
2. เธอเข้ามาศึกษาในคณะฯเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยมีเกรดเฉลี่ยสะสมในภาคเรียนที่
1
และภาคเรียนที่ 2 เป็น 1.50 และ 1.58 ตามลำดับ (ต้องการข้อมูลยืนยัน
โปรดติดต่อสำนักทะเบียนและประมวลผล มก. :
รับประกันได้ว่าเขาไม่มีทางให้คุณดูแน่นอน!) แต่สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด คือ
ชื่อของเธอผู้นี้ปรากฏอยู่ในรายชื่อของนิสิตใหม่ คณะสังคมศาสตร์
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสสศาสตร์
สาขาบริหารรัฐกิจ ในปีการศึกษา 2543
ภาคเรียนที่ 1 โดยมีการเปลี่ยนแปลงรหัสนิสิตใหม่อย่างเสร็จสรรพ คือ 4208281*
 
เงื่อนไขในการเข้าศึกษาคณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ สาขาบริหารรัฐกิจ
ตามที่ระบุในหนังสือคู่มือการเลือกคณะ แสดงคะแนนรวมต่ำสุดไว้ที่ 57.60%
โดยมีรายวิชาที่ต้องสอบ คือ 01 02 03 08 และ
09 (นิสิตปัจจุบันอาจจะไม่เข้าใจ
กล่าวคือ เป็นรหัสวิชา ภาษาไทย สังคมศึกษา อังกฤษ วิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ
และคณิตศาสตร์ตามลำดับ)
ถือว่าเป็นคณะและภาควิชาที่มีการแข่งขันสูงคณะหนึ่งและคะแนนก็อยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานมาโดยตลอด
คำถามก็คือ
 
2.1 เธอผู้นี้มีคุณสมบัติใด จึงสามารถย้ายคณะได้
ทั้งๆที่เธอเข้ามาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการสอบตรงของคณะอก. และเป็นภาคพิเศษ
ในปี 2542
 
(แน่นอนว่าเธอไม่มีคะแนนสอบEnt ในปี 2000 ด้วย)
 
2.2 การย้ายคณะของเธอกระทำได้อย่างไร
ถูกตามหลักเกณฑ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยการย้ายคณะหรือไม่?
และเหตุใดจึงต้องเปลี่ยนรหัสนิสิตใหม่? (การย้ายคณะไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่พบเห็นบ่อยครั้ง คือ กรณีการย้ายคณะของนิสิตสายวิทย์ เช่น วิทยา มา วิศวะ
หรือนิสิตคณะเกษตรฯ ย้ายเข้าคณะอก. :
แต่การย้ายทุกครั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลงรหัสนิสิตของนิสิตผู้ย้ายคณะแต่อย่างใด
เพราะจะมีปัญหาตามมาภายหลังจากทะเบียนนิสิตซ้ำซ้อน การคิดเกรด
การตรวจสอบการจ่ายค่าการศึกษา การทำเรื่องขอจบ และการอนุมัติการจบการศึกษา)
 
เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาท่านผู้อ่านผู้เจริญด้วยปัญญา
ขออนุญาตนำไปพบกับหลักเกณฑ์การย้ายคณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุไว้
คือ
ข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรี พุทธศักราช 2521 (ฉบับแก้ไขปรับปรุง) ข้อ
15.1.2 ระบุว่า นิสิตที่เข้าเรียนในคณะเดิม
แต่มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมในปีการศึกษาแรกต่ำกว่า 2.00
 
“ไม่มีสิทธิย้ายคณะ” แต่ผลการเรียนเฉลี่ยของเด็กสาวคนนั้นเพียง 1.50 และ
1.80
เธอย้ายคณะได้อย่างไร?
 
กลับมาพิจารณาตามเส้นทางการศึกษาอันน่าพิศวงของเธอกันต่อ
ในความแตกต่างระหว่างภาคพิเศษและภาคปกติ ที่ชัดเจน คือ การคัดเลือกนิสิต
จากการสอบโดยตรงและมีข้อสอบเฉพาะ ความยากง่ายอาจจะไม่ห่างกันเท่าใดนัก
แต่เน้นความรู้ ความเข้าใจในสขาเฉพาะที่คณะหรือภาควิชานั้นต้องการมากกว่า
และภาคพิเศษเป็นโครงการที่เลี้ยงตนเอง
ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยจำนวนมากเช่นภาคปกติ
แน่นอนว่าค่าเล่าเรียนของนิสิตในภาคพิเศษย่อมมีราคาสูง
 
คำถามที่ชวนขบคิด คือ เกษตรฯมีโครงการภาคพิเศษ(เฉพาะปริญญาตรี) หลายคณะ เช่น วิศวะ
อก. บริหาร เศรษฐ์ วิทย์ เป็นต้น
ถ้ามหาวิทยาลัยอนุญาตให้นิสิตปีหนึ่งเมื่อจบการศึกษาผ่านไป 1 ปี
สามารถย้ายคณะจากภาคพิเศษ ไปภาคปกติในอีกคณะหรือแม้แต่ภายในคณะเดียวกันได้
อยากถามว่า ในอนาคต หากมีนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนในสาขาวิชาหนึ่ง แต่ไม่อยากสอบ
ent
จึงสมัครเข้าเรียนในโครงการภาคพิเศษคณะใดคณะหนึ่งก่อนจะทำเรื่องขอย้ายเข้าเรียนในคณะที่ตนหมายตาไว้ตั้งแต่ต้น
แม้อาจจะเสียเวลาไป 1 ปี (คล้ายกับเส้นทางเดินของการยักย้ายถ่ายเทหุ้นเลยเนอะ)
ซึ่งหมายความว่าเด็กนักเรียนหรือนิสิตใหม่นั้น สามารถทำได้
เพราะมีกรณีนิสิตสาวผู้นี้เป็นบรรทัดฐานใช่หรือไม่?
 
สิ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัย
คณบดีของคณะที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ในช่วงขณะที่นิสิตผู้นั้นเข้าศึกษา
ต้องตอบกับสังคม คือ
ปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในรั้วสถาบันอุดมศึกษาได้อย่างไร?
มาตรฐานของมหาวิทยาลัยอยู่ที่ไหน?
การกระทำเช่นนี้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ต่างอะไรกับการสนับสนุนและส่งเสริมในการกระทำทุจริตทางการศึกษา
 
เป็นไปได้หรือ? ที่ผู้ปกครองของเด็กสาวจะไม่รู้เรื่องการเรียน การศึกษาของลูก
 
เป็นไปได้หรือ? ปฏิเสธ ความไม่รู้ย่อมไม่ได้
เพราะนิสิตสาวผู้นี้ขณะที่กระทำอำพรางทางการศึกษาเช่นนี้เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะและเธอก็อาศัยอยู่กับครอบครัวโดยตลอด
 
เป็นไปได้หรือ? ที่คณะที่เกี่ยวข้องจะอนุโลมให้เด็กสาวผู้นี้เป็นกรณีพิเศษ
 
เป็นไปได้หรือ? ที่เธอย้ายคณะได้โดยสะดวก
เพราะผู้ปกครองเป็นหนึ่งในกรรมการสภามหาวิทยาลัย
พร้อมทั้งออกทุนทรัพย์ส่วนตนปรับปรุงห้องสมุดให้แก่คณะที่เธอต้องการเข้าศึกษา
 
และทั้งหมดนี้ คือ คำตอบว่าเหตุใดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงไม่แม้แต่จะแสดงท่าที
กำหนดจุดยืนใดๆ ต่อภาวะการณ์ทางการเมือง ณ เวลานี้ ใช่หรือไม่?
 
อ้อ....ขอแถมให้อีกนิด นิสิตสาวผู้นี้สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2546
รับพระราชทานฯในเดือนกรกฎาคม 2547 ด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยมอันดับ 2 (3.25 ขึ้นไป)
และมีความพยายามที่จะหาทางมอบเกียรตินิยมให้เธอให้ได้
แต่มิเป็นผลสำเร็จเนื่องจากเผชิญแรงต้านจากกรรมการตรวจสอบที่ยังคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ
ทำให้ เพราะหากจะพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า
น่ากลัวจะมีรายการ
เพิกถอนปริญญา พร้อมทั้งสอบสวนผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้สะเทือนลั่นทุ่งบางเขน!!!!!!
 
แม้กระทั่งการศึกษายังไม่โปร่งใส แล้วเราจะไว้ใจให้บริหารประเทศต่อไปอีกหรือ?
 


โดย.. คดท 203.146.104.41   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

28 มี.ค.2549  เวลา 13:26 น.
โดย.. มัง 202.69.141.37  
พี่ คทด พ่อเค้าเป็นนายกน่ะ เอาเรื่องจริงมาล้อเล่นอีกแระ

 ความคิดเห็นที่ 2

28 มี.ค.2549  เวลา 16:29 น.
โดย.. คดท 203.146.104.35  

มีคนโพสมาให้อ่าน เลยแบ่งๆๆ กันอ่าน...จะได้รู้ไง


 ความคิดเห็นที่ 3

28 มี.ค.2549  เวลา 16:34 น.
โดย.. คนเหลียน 221.128.103.52  

  ก็พ่อเค้าใหญ่คับฟ้านิ  แต่ที่สำคัญอยากเรียกร้องให้ทางด้านผู้บริหาร ม.เกษตร  ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกคนได้ออกมาชี้แจงในทุกประเด็น  แต่ถ้าหากตอบคำถามไม่ได้ก็แสดงว่าสถาบันแห่งนี้ต้องพิจารณาตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของเมืองไทย


 ความคิดเห็นที่ 4

28 มี.ค.2549  เวลา 20:06 น.
โดย.. คดท 202.44.210.42  

บางเรื่องมัน...ก็พูด    ยาก...อยู่นะ..

เวลาลูกชาวบ้านมาตรฐานตรงเปี้ยบ....



    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน