///ทำไมเด็กสมัยนี้เรียนอ่อนลง


อยากให้ท่านที่มีความรู้หรือสามารถหาคำตอให้ได้ช่วยมาแสดงความเห็น รวมถึงข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน จะได้เป็นแนวทางของการจัดการเกี่ยวกับการเรียนการสอนเด็กในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมต่อไป ขอบคุณมากครับ

โดย.. Gewe 125.27.107.222   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

5 ม.ค.2553  เวลา 19:22 น.
โดย.. มณี 117.47.204.90  

คุณครูควรสอนเด็กอย่างละเอียด เด็กจะได้มีความรู้แน่นๆ จะได้ทำข้อสอบได้เยอะๆ


 ความคิดเห็นที่ 2

5 ม.ค.2553  เวลา 19:23 น.
โดย.. มณี 117.47.204.90  

เด็กเด๋วนี้เรียนอ่อนลงเพราะ มีHi5 มีอื่นๆอีกมากมาย ไม่เหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่ม อะไรเลย

จึงดูแต่หนังสือ เลยเรียนดีกว่า เดะสมัยนี้

คำพูดนี้ เอามาจาด อ.ปิง แห่ง ดาว้อง


 ความคิดเห็นที่ 3

5 ม.ค.2553  เวลา 20:33 น.
โดย.. บีกินส์ 222.123.148.93  
มีสิ่งยั่วยุ จูงใจต่า งๆมากมายที่ทำให้เด็กสนใจการเรียนน้อยลง  แต่ไปสนใจสิ่งอื่น ๆเพิ่มขึ้น

 ความคิดเห็นที่ 4

5 ม.ค.2553  เวลา 21:21 น.
โดย.. โยริจัง 117.47.106.60  
ไม่จริงหรอค่ะไอที่ว่ามันมีสิ่งยั่วยุอะ เพราะมันอยู่ที่ตัวเด็กเองมากกว่าว่ามีความสนใจ และใส่ใจกับการเรียนนั้นแค่ไหน ที่เขาสร้างไฮ5 หรือเทคโนโลยีต่างๆเขามาก้อเพื่อที่จะให้ตัวเด็กเองมีพัฒนาการในการคิดและการแก้ปัญหามากกว่า มันขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองว่ารู้จักแบ่งเวลา หรื่อแยกแยะได้ดีแค่ไหน เพราะว่าโยก้อเป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นเกม ไฮ5 หรืออื่นๆ แต่ก้อยังเรียนได้เกรดสุงเรย เรียนได้ตั้ง 3.85 อะ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรตัดสินกันที่สิ่งยั่วยุต่างๆ ครอบครัวก้อเป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะปลุกฝังความคิดและจิตสำนึกที่ดีของเด็ก เพราะที่สังเกตเห็นส่วนใหญ่ ก้อคนในครอบครัวนั้นแหละที่เป็นผู้ส่งเสริมหรือสนับสนุน เพราะส่วนใหญ่ทุกบ้านก้อจะมีคอมพิวเตอร์และติดอินเตอร์เน็ต บางครอบครัวก้อจะเลี้ยงลูกแบบตามใจ จนเวอร์เลยทีเดียว ดังนั้นไม่ควรจะมาโทษเทคโนโยยีสมัยไหม่นะค่ะ อย่าเอาแต่ตักเตือนอย่างเดียวหากมันผิด ควรใช้ไม้เรียวบ้างก้อได้ มันเป็นสิ่งเดียวที่เด็กส่วนใหญ่จะกลัวมากกว่าคำพุด อย่างสุภาษิตที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ลูกจะดีได้ก้ออยูที่พ่อแม่นั้นแหละค่ะ คือต้นแบบที่สำคัญที่สุด ปล..ขอโทษด้วยที่ใช้ภาษไทยไม่๔ถูกต้อง

 ความคิดเห็นที่ 5

6 ม.ค.2553  เวลา 09:45 น.
โดย.. Baanluang 117.47.215.84  
บอกตามตรงอยากให้มีสถาบันกวดวิชา อ.ปิง อ.อุ๊ อ.อรรณพ อะไรๆมาเปิดที่ตรังบ้างอ่ะ ผมอยากเรียนสุดๆเลยละ ปิดเทอมแต่ละครั้ง ต้องไปเรียนที่ต่างจังหวัดเซ็งอ่ะ แล้วคือตารางเรียนมันต้องอัดๆในหนึ่งวัน แทนที่จะได้เรียนแบบไปเรื่อยๆในแต่ละสัปดาห์

 ความคิดเห็นที่ 6

6 ม.ค.2553  เวลา 10:10 น.
โดย.. บอมคับ 119.42.101.92  
สิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะครับ เด็กผู้ชายก้าวร้าวขึ้น เด็กผู้หญิงเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ชายก่อน ดูแลลูกหลานเราให้ดีที่สุดครับ

 ความคิดเห็นที่ 7

6 ม.ค.2553  เวลา 22:44 น.
โดย.. GReeeeN 118.173.127.224  

รู้ได้ไงว่าเด็กสมัยนี้เรียนอ่อนลง  เอาอะไรมาวัดอ่ะคับ???


 ความคิดเห็นที่ 8

7 ม.ค.2553  เวลา 03:04 น.
โดย.. Lt.Gen.SaintPSU 118.173.133.37  
คนที่พูดว่า ทำไมเด็กสมัยนี้ เรียนอ่อนลง ตอนคุณเป็นเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองครูอาจารย์ ก็คงจะกุมขมับเหมือนกัน ว่าทำไมคุณเข็นยากสอนยากนัก เด็กน่ะ มันก็แข็งมั่งอ่อนมั่งตามประสาเด็กนั่นแหละ ถึงกาลสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใดก็ตาม แต่วัยวุฒิ และคุณวุฒิของผู้ที่เฝ้ามองต่างหาก ที่เปลี่ยนแปลงไป ลองเปลี่ยนคำถามใหม่สิ ทำไมผู้ใหญ่สมัยนี้มันหัวแข็งกันนัก เรื่องง่ายๆ ตกลงกันไม่ได้ ยอมกันไม่ได้

 ความคิดเห็นที่ 9

7 ม.ค.2553  เวลา 20:43 น.
โดย.. Gewe 118.174.86.131  

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ


 ความคิดเห็นที่ 10

7 ม.ค.2553  เวลา 21:07 น.
โดย.. Gewe 118.174.86.131  

สำหรับ คห 7 และ 8 ขออธิบายดังนี้ครับ

คือเนื่องจากเมื่อสองสามวันก่อนผมมีโอกาสได้เจอกับ อ.ม.บูรพาและ อ. ม.บางพระครับ และได้สนทนากันพักใหญ่ ท่านก็เล่าให้ฟัง พร้อมกับนั่งคิดวิเคราะห์ในประเด็นนี้กันคร่าวๆเลยเกิดข้อสงสัยจึงนำมาโพสถามท่านที่พอจะรู้ และ/หรือมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่าน่ะครับ  ท่านเล่าว่า"เดี๋ยวนี้ นิสิตดรอปวิชาพื้นฐานกันเยอะประมาณ 50% รวมถึงที่ไม่ดรอปก็ติดเอฟกันมาก ประมาณ 40% เช่น ฟิสิกส์ครับและสัดส่วนนี้ก็มากขึ้นทุกๆปีครับ"ซึ่ง คณะ อ. ผู้สอนก็เป็นคณะเดิม รวมถึงข้อสอบก็ไม่ยากไปกว่าเดิม  จนต้องตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบกันอย่างจริงจังเลยทีเดียว และเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นกับหลายๆมหาวิทยาลัยครับ

อย่างที่บางพระก็คล้ายๆกันครับพบแนวโนมว่าว่านิสิตมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแฉลี่ยต่ำกว่าปีก่อนๆครับ  อ. บางท่านกล่าวว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับ พรบ.การศึกษาแห่งชาติปี 45 ที่เน้นให้ผูเรียนมีความรู้หลากหลายในแต่ละสาขาวิชา จนอาจทำให้ความเข้มข้นของเนื้อหาน้อยกว่าเดิม ทำให้เด็กมีพื้นฐานตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต่ำกว่าเดิม  (อ. ท่านบอกว่า ครูมัธยมหลายคนบอกท่านมาอีกที )หลายท่านกล่าวว่าเด็กปัจจุบันเขียนอัตนัย(เรียงความ)ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ไอ้ตัวผมก็ต่ำต้อยไม่รู้จักคนที่มีความรู้พอจะฟันธงได้จึงนึกได้แค่เรื่องปัจจัยทางสังคมต่างๆนานา เช่น  สื่อที่ไม่ดี ตัวอย่างที่ไม่ดี(ผู้ใหญ่อย่างเราๆนี่แหละครับ)การพนัน ยาเสพย์ติด นโยบายที่ไม่ดีของรัฐ  ระบบทุนนิยมอำนาจ เส้นสาย  สถาบันครอบครัวที่อ่อนแอลง ซึ่งทุกเหตุทุกปัจจัยก็เกี่ยวเนื่องกันหมดล่ะครับ 

 ตัวผมเองมีความกังวลและอยากให้มีคนรู้จริงมาช่วยไขความจริงเรื่องนี้จะได้หาแนวทางจัดการที่พอจะทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและทันท่วงที ก่อนที่อะไรๆจะสายเกินแก้ครับ

ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นจริงๆครับ ทุก คห.มีประโยชน์และหวังว่าทุกท่านคงจะช่วยกันคนละไม้ละมือให้สีงคมเราไม่แย่ไปกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ


 ความคิดเห็นที่ 11

7 ม.ค.2553  เวลา 22:13 น.
โดย.. ๏มัJกSน้๏€๏— 124.120.146.151  

กระทู้นี้ดีต่อการลงความเห็นน่ะครับแต่ร้อยคนก็จะร้อยความเห็น ไม่ตรงกันสำหรับผมขอแยกเป็นข้อ ๆ น่ะครับ
ที่ทเด็กสมัยนี้เรียนอ่อนลงก็เพราะว่า


1.สิ่งยั่วยุเยอะมาก เช่นเกมส์ออนไลน์ โรงหนัง ห้าง มอไซเพื่ออวดสาว เป็นตันสิ่งพวกนี้ดึงดูดน้อง ๆ ให้เล่นให้เที่ยว
จนบางครั้งก็ลืมหน้าที่ทของตัวเองไปเลย แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะในกทม.ห้างเยอะสิ่งยั่วยุเยอะกว่าที่ตรังอีกแต่ทำไมน้อง ๆ
ในกทม ถึงเรียนเก่งกว่าเด็กต่างจังหวัด (เทียบจากส่วนมาก)

2.พ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูก ๆ โดยเห็นแก่การทำมาหากินเพื่อเลี้ยงครอบครัวซะส่วนใหญ่ แต่ก็ว่า
ไม่ได้อีกเพราะถ้าไม่ทำงานจะเอาอะไรมากิน  แล้วถ้ามัวแต่ทำงานจะเอาเวลาไหนไปสอนลูก เวลาช่วงเย็นที่ลูกกลับจาก
โรงเรียนจะได้มานั่งคุยกันซะกี่นาทีเชียว

3.ตัวเด็กเอง สันดานของเด็กถ้ารักดี พ่อแม่สอนนิด ๆ หน่อย ๆ รับฟังปฎิบัติตามตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่นอกกรอบเด็กก็จะ
เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

4.ตัวผู้ใหญ่เอง มักจะทำตัวผิด ๆ ให้ลูกเห็นอยู่บ่อย ๆเช่นชอบสูบบุหรี่ ทานเหล้าใบน้าน ทะเลาะเสียงดัง แว๊นมอไซ
บ้าวัตถุ เมื่อลูก ๆ เด็ก ๆเห็นก็อยากทำตามบ้าง สุดท้ายก็ไม่รักเรียนอีกตามเคย

5.โรงเรียน+คุณครู ต้องยอมรับเลยว่า ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ - 22 ปี หรือตั้งแต่อนุบาล-รับปริญญา เวลาส่วนใหญ่จะอยู่ที่สถาบัน
การศึกษา ถ้าคุณครูไม่อบรมนักเรียน หรืออบรมแบบผ่านไปที ช่างมัน หรือโรงเรียนมีการสอนที่ไม่รัดกุมไม่มีคุณภาพ
แบบนี้เด็กจบมาก็จะไม่มีคุณภาพอีก

ขออิงถึงความเห็นที่ 10 นิดหนึ่งน่ะครับ ในฐานะที่ผมเป็นคนที่เพิ่งเรียนจบและอยู่ในวัยเริ่มทำงาน
ผมว่า เรื่องที่ทอาจรย์มหาวิทยาลัย มากล่าวเช่นนั้น ต้องโทษทางสถาบันและทางอาจารย์อย่างเดียวเลยครับ
เด็กไม่ผิดหรอกครับ เพราะอย่าลืมว่านั่นเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล เด็กที่เข้าได้คือเด็กที่สอบเข้าไป
เด็กสอบเข้าไปได้แล้ว ก็แสดงว่าเด็กคนนั้นมีประสิทธิภาพสามารถเรียนในคณะนั้น ๆ ได้ เพราะสอบเข้าน่ะครับ
ไม่ได้จับฉลากเข้า ทั้งนี้ การที่เด็ก Drop หรือติด F เยอะ ๆนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเด็ก โง่ อีกมุมหนึ่งคือ อาจารย์สอนไม่เข้า
ใจสอนไม่รู้เรื่อง จะบอกว่าสอนแล้วเด็กไม่ฟังก็ไม่ได้ เพราะตัวอาจารย์เองจะต้องมีเทคนิคการสอน ทำอย่างไรให้นักเรียน
สนใจ เนื้อหาด้วย เรื่องแบบนี้มีทุกมหาวิทยาลัย

อีกอย่างเรื่องเรียนติว อันนี้ผมขอยกมือสูง ๆเห็นด้วยอย่างยิ่งว่านักเรียน ม.ปลายทุกคนควรติว
กับสถาบันดังๆ ชั้นนำ เสียเป็นหลักหมื่นก็เสียไปเถอะ เพราะการเรียนต่อในคณะที่ต้องการนั่นหมายถึง
มันจะเป็นวิชาชีพติดตัวไปจนตาย บางคนอยากเป็นพยาบาล ก็ต้องติว+อ่านหนังสือเยอะ ๆ เพราะถ้าสอบได้
ก็สบายไป แต่ถ้าไม่ติดละ ก็ต้องไปเรียนอย่างอื่นซึ่งอาจจะต้องจำใจเรียนเพราะคะแนนไม่ถึงหรือเข้าม.เอกชนซึ่ง
มาราคาแพง การติวเตอร์สมัยนี้ว่าไม่ได้น่ะครับ เพราะอาจารย์เค้าจะสรุปเนื้อหามาให้ มีการวิเคราะห์ถึงแนวข้อสอบ
การอธิบายให้เข้าใจแบบรวบรัด สอบเข้ามหาลัย หนังสือของม.ปลายรวมกันแล้วเป็น 40-50 เล่ม ใครจะอ่านหมด
บางทีผู้ใหญ่บางคนก็ชอบมาพูดว่า เด็กข้างบ้านไม่เห็นเรียนติวยังสอบติด วิศวะ อย่างนู้นอย่างนี้ อยากจะบอกว่า
นั่นมันก็แค่ ร้อยละ1 แล้วอีก 99 เรียนติวทั้งนั้น เอาง่าย ๆสมัยนี้ถ้าลูกบ้านไหนไม่ฉลาดจริง ก็ต้องมีเงินเยอะ ๆ
ไปเรียนเพิ่ม แล้วอนาคตจะสดใส ได้ดั่งหวังแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้แหละ คือสิ่งที่เป็นไปแล้วในปัจจุบัน ^___^ 


 ความคิดเห็นที่ 12

7 ม.ค.2553  เวลา 23:43 น.
โดย.. st.bernard 113.53.11.22  

...เด็กเรียนอ่อนเพราะอะไร?...

  คำถามนี้หากให้คนตอบคงมีเป็นล้านความคิดนะค่ะ  แต่ถ้าให้แสดงความคิดเห็น

คงขอตอบสั้นๆค่ะว่า  บางทีไม่ใช่เด็กเรียนอ่อนลงนะค่ะ  แต่เรื่องการ Drop หรือติด F เยอะขึ้น

ลองมองดีๆนะค่ะว่า ใช่เกิดจากความอดทนต่อการเรียนที่ต่ำลงหรือไม่?

    มีคำๆหนึ่งนะค่ะที่เคยอ่านเจอมาในบทความทางการศึกษาใหม่ว่าเด็กยุคใหม่มี AQ น้อย (Adversity Quotient)

หรือความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค คนที่จะประสบความสำเร็จ

  ขอยกบทความความรู้มาให้ลองอ่านดูนะค่ะว่าเห็นด้วยหรือไม่ ?

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ดร.จิตรา ดุษฏีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงการวัดความสำเร็จของมนุษย์ว่าในอดีตว่าต้องมีร่างกายแข็งแรง กำยำ ดูได้จากในอดีตตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน หรือในสมัยอยุธยา ต่อจากนั้นเชื่อว่าคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีไอคิว (Intelligence Quotient) ดี ฉลาด แต่ความฉลาดเพียงอย่างเดียวก็เริ่มทำให้คนไม่ประสบความสำเร็จ จะเห็นว่าคนที่มีไอคิวดี มีความรอบรู้มากมายแต่เอาตัวไม่รอดเมื่อประสบปัญหาต่างๆ มีความคิดมีความฉลาดแต่ไม่มีความเฉลียว

ดร.จิตรากล่าวว่า ต่อมาเชื่อว่าเด็กหรือคนในวัยต่างๆ จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมี 3 ส่วนประกอบกัน คือไอคิว (Intelligence Quotient) อีคิว (Emotional Quotient) หรือความฉลาดทางอารมณ์ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองมีความหนักแน่น และที่สำคัญผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับ เอคิว (Adversity Quotient) หรือความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค คนที่จะประสบความสำเร็จอยากให้สังเกตรูปสามเหลี่ยม ซึ่งต้องมีไอคิวและอีคิวเป็นฐาน อีกส่วนหนึ่งที่เป็นยอดก็คือเอคิว

"ในปัจจุบันนี้จำเป็นอย่างมากที่คนในวัยต่างๆ ต้องมีเอคิว ซึ่งก็คือความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค จะเห็นว่าคนยุคใหม่ทำอะไรนิดอะไรหน่อยจะท้อง่าย ไม่สู้ ไม่อดทน คนที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคนต้องผ่านอุปสรรคปัญหามากมาย และที่ผ่านมาได้ก็เพราะคนกลุ่มนี้มีเอคิว" ดร.จิตรากล่าว

ดร.จิตรากล่าวด้วยว่า ระดับความสามารถของคนในการฟันฝ่าอุปสรรคแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.เอคิวต่ำสุดคือ พวก Quitter หมายถึงพวกที่ยอมแพ้อะไรต่อมิอะไรง่ายๆ ทำงานหรือเรียนหนักก็ไม่สู้ชอบถอยหนี จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่เข้าข่ายกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก เพราะยุคสมัยที่ต้องการความรวดเร็วเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้คนยุคนี้ไม่มีความอดทนต่อการฟันฝ่าอุปสรรค การเรียนหรือการทำงานของคนยุคปัจุบันต้องมีแรงจูงใจหรือมีสิ่งของมาล่อ ขณะที่การสร้างเป้าหมายหรือแรงบันดาลใจจากตัวเองกลับไม่เกิดขึ้น 2.พวก Camper คือพวกหยุดพักกลางทาง ทำงานหรือเรียนได้ระยะหนึ่งเริ่มท้อและไม่ยอมทำต่อ 3.พวก Climber คือพวกปีนป่ายสู่ความสำเร็จโดยไม่ยอมแพ้ จึงอยากให้นึกถึงคนไต่ภูเขา คนที่มีความอดทนสูงตามทฤษฎีเปรียบเหมือนคนไต่ภูเขา เสมือนยอดเขาเป็นจุดหมายปลายทาง

ดร.จิตรากล่าวอีกว่า วิธีคิดของคนส่วนใหญ่จะเห็นแค่ความสำเร็จของคนที่ประสบความสำเร็จ แต่จะไม่นึกถึงกระบวนการที่บุคคลนั้นผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้อย่างไร การจะทำให้เด็กไทยเยาวชนไทยหรือแม้แต่คนในวัยทำงานมีความสามารถในการฟันฝ่าต่ออุปสรรคนั้น ต้องเริ่มจากการให้สร้างเป้าหมาย ทักษะชีวิตเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้จักที่จะมีเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การงาน ความรัก การแต่งงาน แต่ละช่วงช่วงชีวิตนั้นต้องมีเป้าหมาย โดยเฉพาะวัยเด็กและเยาวชนต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าต้องการอะไรในชีวิต

"ต้องเริ่มคิดด้วยตัวเองจากนั้นมีกระบวนการลงมือทำ เดินไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะเจออุปสรรคก็ไม่ยอมหยุด อาจจะมีเหนื่อยหรือร้องไห้บ้าง กระบวนการลงมือทำให้เกิดทักษะและเกิดการเรียนรู้ เป็นการฝึกให้เขาเข้มแข็งและแกร่งขึ้น" ดร.จิตรากล่าว และว่า

 "คนที่ประสบความสำเร็จในการฟันฝ่าอุปสรรคต้องมีองค์ประกอบ 4 ส่วนคือ

 1.ต้องรู้จักควบคุมสถานการณ์หรือปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ได้

2.ต้องรู้จักจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นมีส่วนร่วมกับปัญหา

3.ต้องก้าวต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง

4. ความทนทานและอดทนที่จะก้าวไปสู่ความเร็จให้ได้" ดร.จิตรากล่าว

 


 ความคิดเห็นที่ 13

8 ม.ค.2553  เวลา 06:13 น.
โดย.. Gewe 113.53.152.203  

ขอบคุณอีกแล้วครับ อ่านความเห็นที่ 11 12 แล้วทำให้นึกขึ้นมาได้เรื่องนึงครับ คือผมเคยได้รับการอบรมจากนักจิตวิทยาท่านนึงชื่อ รศ.ดร.สิทธิโชค วรานุสันติกุล ซึ่งท่านเป็นอดีตคณะบดี คณะสิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์  ท่านกล่าวว่า  จากการวิจัยในทางจิตวิทยาพบว่าเด็กที่ รักและเคารพผู้ปกครอง ศรัทธาในตัวผู้ปกครอง ก่อนจะมีอายุ 12 ปี มีแนวโน้มไม่ประพฤติตัวในทางไม่ดี เหตุผลคือ หลังจากเด็กอายุเลย 12 สังคมหมู่เพื่อนจะมีอิธิพลต่อเค้ามากกว่า พ่อแม่ ดังนั้นถ้าพื้นฐานความรัก ความเกรงใจพ่อแม่ ก็จะเป็นภูมิคุ้มกันตัวเองได้ตลอด ดังนั้นข้อนี้น่าจะมีประโยชน์กับพ่อแม่ที่มีลูกทุกท่านได้ลองนำไปใช้ดูครับ

ออ!ลองไปหาหนังสือจิตวิทยาของท่านมาอ่านดูครับ ชื่อเรื่อง "ทำ  อย่างไร  ให้  เขายอม" รศ.ดร.สิทธิโชค วรานุสันติกุล  ประมาณ 180 บาทครับ ร้านซีเอ็ด


 ความคิดเห็นที่ 14

8 ม.ค.2553  เวลา 08:45 น.
โดย.. st.bernard 118.173.147.70  

 ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ใหม่ๆที่ทิ้งไว้ค่ะ แล้วจะลองไปหาอ่านดูนะค่ะ เผื่อจะได้นำมาปรับใช้อะไรได้บ้าง


 ความคิดเห็นที่ 15

8 ม.ค.2553  เวลา 11:26 น.
โดย.. สุชาติ 117.47.180.214  

ถามผู้ปกครองเด็กซิครับ


 ความคิดเห็นที่ 16

31 ม.ค.2553  เวลา 13:18 น.
โดย.. Non_palean 124.122.64.64  

กระทู้นี่ดีมากเลยนะ ด้วยเพราะอยากเห็นกระจกหลาย ๆ บานได้ส่องให้เห็นสาเหตุของ กปป(การเปลี่ยนแปลง)ทางการศึกษาบ้านเรา สำหรับเหตุผลของผมมีดังนี้ ช่วงเวลานี้ต้องยอมรับว่าเรา ๆ ไม่รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ อ้างสิทธิแต่ไม่รู้จักหน้าที่

สังคมครอบครับอ่อนแอ สังคมโรงเรียนก็อ่อนแอ สังคมโดยรวมก็อ่อนแอตาม เพราะระบบทุนนิยมเข้ามาครอบงำการดำเนินชีวิตของแต่ละคนมากขึ้น จึงทำให้ผู้ปกครองไม่มีเวลาทำหน้าที่การเป็นพ่อแม่ที่ดี ลูกก็เลยเป็นผลพวงของพ่อแม่ที่ละลาเลยหน้าที่ จากครอบครัวหนึ่งก็ลามไปอีกครอบครัวอื่น ๆ ตามลำดับ เมื่อเด็ก ๆ มาอยู่รวมกัน กปป ในเชิงลบก็เริ่มก่อตัวมากขึ้น ๆ ขณะที่ผู้ปกครองก็มัวจมอยู่กับการทำมาหากิน

ยากส์ครับหากว่าคิดจะแก้แต่ไม่คยมองหน้าที่ตัวเองที่แท้จริงครับ



    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน