นครตรังทุ่ม1.2พันล้านผุดศูนย์เรียนรู้ใหญ่ระดับโลก


ตรังทุ่ม1.2พันล้านผุดศูนย์เรียนรู้ใหญ่ระดับโลก

นายชาลี กางอิ่ม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครตรัง กล่าวว่า ในปี 2553 เทศบาลได้รับงบประมาณน้อยกว่าทุกปี ซึ่งทุกปีเทศบาลนครตรังจะมีงบประมาณ 400-500 ล้านบาท แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีทำให้งบประมาณปี 2553 คาดว่าเมื่อรวมกับงบประมาณซึ่งเทศบาลเก็บมูลค่าเพิ่มทั่วไปและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลก็น่าจะได้ประมาณ 350 ล้าน
“ ในงบ 350 ล้านบาทนั้นแยกเป็นงบบริหารประมาณ 60% และเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 40% ถ้าประเทศชาติมีปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจรัฐบาลก็ได้รับผลกระทบไปทุกภาคส่วน ในส่วนของการพัฒนาเทศบาลนครตรังให้ความสำคัญในเรื่องของการศึกษาเป็นนโยบายหลักและเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติและท้องถิ่น " นายชาลี กล่าวและว่า
เราดูแลทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยเฉพาะโครงการศูนย์เรียนรู้ซึ่งเราตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายไว้ปี 2553 ที่ 800 , 000 บาท ส่วนค่าก่อสร้างประมาณ 1 , 200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการใหญ่ระดับโลก และเมื่อเทียบกับท้องถิ่นก็ถือว่าเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังมองหาในเรื่องของแหล่งทุน
โดยศูนย์ฯดังกล่าวใช้เพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เรื่องหอดูดาว เรื่องพิพิธภัณฑ์ คือเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ครอบคลุมทุกด้านซึ่งเทศบาลคงไม่ได้ทำเองทั้งหมดแต่ได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่ทำการวิจัยเช่น เรื่องป่าสาคู เรื่องโกงกาง ก็เข้ามาร่วมกับเรา

16 พย. 2552 11:49 น.

ที่มา: เนชั่นทันข่าว http://breakingnews.nationchannel.com/result.php


โดย.. durky 202.12.73.7   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

16 พ.ย.2552  เวลา 21:00 น.
โดย.. MR.TJ 118.173.132.131  

เยี่ยมๆ รีบๆสร้างนะครับ สงสัยใน อนาคตเวลาเด็กจะไปทัศนศึกษาก็ไม่ต้องไปไหนไกล
เพราะมีศูนย์การเรียนรู้ ระดับโลกอยู่ในเมืองตรังของเรานี่เอง หระครับ

แต่ แต่ เคยได้ยินโครงการนี้มาก็หลายปีแล้วอะ ไม่เห็น เริ่มกันซักที
เท่าที่เคยได้อ่านข่าวล่าสุด ก็ทำโมเดลตึกซึ่งทรงออกล้ำมากอกกแนวอวกาศกันเลยทีเดียว
แต่หลังจากเห็นข่าวโมเดลตึกก็เงียบมาตลอดเลย อะ


 ความคิดเห็นที่ 2

16 พ.ย.2552  เวลา 21:59 น.
โดย.. *#MICKEYMOUSE#* 118.174.43.218  

ดีใจจัง บ้านเราจะได้มีศูนย์เรียนรู้ได้ให้ทุกคนได้เยี่ยมชม 


 ความคิดเห็นที่ 3

16 พ.ย.2552  เวลา 23:13 น.
โดย.. ช้างเผือก 58.147.52.44  

ให้ประเทศไทยสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้ใหญ่เพียงใด แต่หาแก่นแท้ของ การศึกษไม่ได้ ก็เป็นเพียงซากความคิดที่เคย คิดและใช้

เงินประชาชนให้ มีสิ่งก่อสร้างใดๆขึ้นมาครับผม

หวังว่า คนตรังเพียงบางคนและคนจำนวนซึ่งคิดจะใช้เงิน จะรู้ซึ้งว่า จะใช้เงินของประชาชนทำอะไรขอให้เกิดมรรคเกิดผล

สำหรับประชาชนอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เค้าทำกันมากมายก็มีมาแล้ว ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมคือ โรงเรียนสัตยาไส

http://hiptv.mcot.net/player/hipPlayer.php?SelectSpeed=256k&id=19146

ตาสว่าง : พาไปเยี่ยมชมโรงเรียนที่สร้างมนุษย์ให้เป็นคนดี กับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้บริหารสูงสุด โรงเรียนสัตยาใส อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 


http://gotoknow.org/blog/paiboon/34744

“โรงเรียนในฝัน” ที่เป็นความจริง และทำมาแล้ว 15 ปี
นาย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม 

เยี่ยมศึกษาโรงเรียนสัตยาไส

            เมื่อวันที่ 30 – 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมร่วมไปกับคณะศึกษาดูงานจาก 25 โรงเรียน ที่เข้าร่วม “โครงการเร่งสร้างคุณลักษณะที่ดีของเด็กและเยาวชนไทย” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) จัดขึ้น ซึ่งจากโครงการดังกล่าวนี้เอง ทำให้ทราบถึงสถานศึกษาที่เน้นการพัฒนาคุณธรรมนำการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “โรงเรียนสัตยาไส” (Sathya Sai School) อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และพวกเราก็ได้ไปเยี่ยมชมกัน

                โรงเรียนสัตยาไส ก่อตั้งและอำนวยการโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ดำเนินงานมา 15 ปีแล้ว ปัจจุบันมีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึง มัธยม 6 รวมประมาณ 350 คน ครูประมาณ 50 คน นักเรียนอนุบาลมาเรียนเฉพาะกลางวัน นักเรียนประถมฯ และมัธยมฯ อยู่ประจำ

                นอกจากโรงเรียนสัตยาไส แล้วยังมี “สถาบันการศึกษาสัตยาไส” (Institute of Sathyasai Education) สำหรับผู้ต้องการเรียนรู้วิธีการศึกษาแบบสัตยาไส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ และปัจจุบันได้มีการก่อตั้งโรงเรียนแบบสัตยาไสแล้ว 57 โรงเรียนใน 35 ประเทศ โดยเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายซึ่งกันและกันด้วย

 แรงบันดาลใจจากท่านสัตยาไส บาบา

               โรงเรียนสัตยาไสในประเทศไทย (ซึ่งได้เป็นต้นแบบของโรงเรียนสัตยาไสในประเทศอื่นๆ) เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ ดร.อาจอง ได้รับจากการได้ไปพบท่านสัตยาไส บาบา ที่เมืองพุทธปาตี ประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน โดยท่านสัตยาไส บาบา แนะนำ ดร.อาจอง ว่า ควรใช้เวลาที่เหลือของชีวิตพัฒนาเรื่องการศึกษา โดยควรเป็นการศึกษาที่มีคุณธรรมด้วย

                ดร.อาจอง อุทิศตนเต็มที่ให้กับการอำนวยการและดูแลโรงเรียนสัตยาไส ใช้เวลาส่วนใหญ่กินอยู่และอำนวยการเรียนการสอนที่นั่น ตื่นแต่เช้าประมาณ 04.30 น. ร่วมนำการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธิ และการเรียนรู้เรื่อง “คุณค่าความเป็นมนุษย์” ฯลฯ ร่วมกันของนักเรียนที่อยู่ประจำทั้งหมดทุกๆเช้า เริ่มแต่ 05.00 น. ก่อนที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ รวมถึงการรับประทานอาหารเช้า การเข้าแถวหน้าเสาธง ฯลฯ

                โรงเรียนสัตยาไส ใช้หลัก “Educare” โดยมุ่งดึงสิ่งที่ดีจากนักเรียน ตั้งคำถามที่ดีและสร้างสรรค์ โน้มนำให้สวดมนต์ ปฏิบัติสมาธิ ระลึกถึงบุญคุณของผู้อื่น บุญคุณของสรรพสิ่ง มีความนอบน้อม มีความเคารพ มีความเมตตากรุณา ฯลฯ อยู่เป็นปกตินิสัย

คุณธรรม 5 ประการในการดำเนินชีวิตและกิจกรรม

                “คุณธรรม 5 ประการ” ซึ่งถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและดำเนินกิจกรรมทั้งหลายในโรงเรียนสัตยาไส คือ (1) เปรมา (ความรักความเมตตา) (2) สัตยา (ความจริง) (สัตยาไสย = มารดาแห่งความจริง) (3) ธรรมะ (การประพฤติชอบ) (4) สันติ (ความสงบสุข) (5) อหิงสา (การไม่เบียดเบียน)

                และมีเป้าหมายในการจัดการศึกษาตามอักษรย่อที่รวมกันเป็นคำว่า “EDUCATION” ดังนี้

                                ·       Enlightenment                          (การรู้แจ้ง)

                                ·       Duty and Devotion                  (การปฏิบัติหน้าที่และการเสียสละอุทิศตน)

                                ·       Understanding                          (ความเข้าใจถ่องแท้)

                                ·       Character                                    (อุปนิสัยที่ดีงาม)

                               ·       Action                                           (การนำความรู้ไปปฏิบัติ)

                               ·       Thanking                                    (การมีใจกตัญญูรู้คุณ)

                               ·       Integrity                                      (ความมีเกียรติ)

                               ·       Oneness                                        (ความมีใจสมาน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน)

                              ·       Nobility                                        (ความสง่างาม)

                 โรงเรียนใช้หลักการ “การเรียนรู้โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลาง” และ “การเรียนรู้แบบบูรณาการ” เช่น ให้นักเรียน (เริ่มแต่ชั้นอนุบาล) ร่วมกำหนดหัวข้อและวิธีที่จะเรียนรู้ แล้วครูเป็นผู้เอื้ออำนวย (ไม่ใช่สอน) ให้นักเรียนได้เรียนรู้ โดยเน้นการเรียนรู้จากการได้ปฏิบัติ ได้เห็นได้ฟัง ได้สัมผัส ได้ทดลอง ได้คิด ฯลฯ อย่างเหมาะสม

   

การเรียนรู้อย่างบูรณาการ

                  ในส่วนของการเรียนรู้อย่างบูรณาการก็มีตัวอย่างของการ “บูรณาการการเรียนรู้ เรื่องสุขกาย สบายใจ” ซึ่งนักเรียนชั้น ม.1 – 2 – 3 เรียนด้วยกัน เริ่มต้นด้วยการนั่งสมาธิร่วมกัน แล้วแบ่งเป็น 4 กลุ่ม แยกย้ายไปเรียนรู้ไปตามฐานการเรียนรู้ 4 ฐาน กลับมารวมกันในช่วงท้าย แต่ละกลุ่มนำเสนอผลการเรียนรู้จากแต่ละฐานพร้อมอภิปราย แล้วจบด้วยการทำสมาธิ แผ่เมตตา และทำความเคารพ

                 สำหรับสาระที่มีการเรียนรู้จากแต่ละฐาน ประกอบด้วยสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม ได้แก่

                                 (1) ภาษาไทย (เรียนรู้มารยาทในการสนทนาเพื่อให้ผู้อื่นรู้สึกดี)

                                 (2) สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม (เรียนรู้เรื่องคุณธรรมกับการดำรงชีวิต)

                                 (3) ดนตรี (ขับร้องเพลง Think good – Speak good – Do good)

                                 (4) คณิตศาสตร์ (เรียนรู้เรื่องปริมาณ)

                                 (5) วิทยาศาสตร์ (เรียนรู้เรื่องสารเสพติดประเภทต่างๆและผลกระทบต่อระบบในร่างกาย)

                                 (6) การงาน อาชีพ และเทคโนโลยี (เรียนรู้การทำยำผลไม้ อาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย)

                                 (7) สุขศึกษา และพลศึกษา (เรียนรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีพร้อสำหรับวัยที่กำลังเจริญเติบโต)

                                 (8) ภาษาต่างประเทศ (เรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษจากบทเพลงและกิจกรรมคุณค่าความเป็น มนุษย์)

                เพลง “Think good – Speak good – Do good” หรือ “Thought, Word and Deed”

                                Think good, speak good, do good.

                                This should be our creed.

                                Serving others as we should,

                                In thought, word and deed.

                                Life is not so easy, but if we’re to 

                                be free, we must create unity

                                between the following three :

                                Think good, speak good, do good.

ศีล สมาธิ ปัญญา เมตตา คุณธรรม

                โรงเรียนสัตยาไสได้นำหลัก “ศีล สมาธิ ปัญญา” มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เน้น “ความรักความเมตตา” และ “คุณธรรม” โดยบูรณาการเข้าไปในการเรียนการสอนและกิจกรรมทั้งหลาย เช่น ก่อนรับประทานอาหาร จะมีการสวดมนต์ ขอบคุณพ่อแม่ ครู ธรรมชาติ โดยนักเรียนนำกล่าวถ้อยคำ “ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง .....” ตามด้วยการพูดเป็นภาษาอังกฤษ (เด็กอนุบาลก็พูดอย่างนี้ ทั้งสองภาษา)

                บทบาทของครู ถือว่าสำคัญมาก ต้องเข้าใจผู้เรียน มีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ครูที่ดีไม่ควรเป็น“ผู้สอน” ครูต้องเป็นแบบอย่าง ไม่แนะนำให้ทำในสิ่งที่ครูทำไม่ได้ ไม่ควรพยายาม “สอนคุณธรรม” แต่ควรพยายามดึงความดีออกมาจากนักเรียน (Educare) ควรใช้วิธีจัดการเรียนรู้แบบ “ร่วมมือกัน” (พหุปัญญา) ไม่ใช่แบบ “แข่งขันกัน” ควรให้นักเรียนมีบทบาทในการเลือกว่าจะเรียนอะไร เรียนอย่างไร ที่ไหน ฯลฯ

จากคำพูดของนักเรียนเอง

               ผลการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสัตยาไส นับว่าน่าพอใจทีเดียวเช่น จากคำพูดของนักเรียนเองหลายคน (ชั้น ม.6) ดังต่อไปนี้

                                 “เรียนที่นี่ ทำให้มีอุปนิสัยดีขึ้น มีสติ รอบคอบ”

                                 “มีโอกาสเล่นกีฬา ปีนต้นไม้ และอื่นๆ คิดว่าดีกว่าเด็กในกรุงเทพฯ”

                                 “มาเรียนแล้วพ่อแม่เอาใจใส่มากขึ้น ตัวเองก็พอใจไปกับพ่อแม่มากขึ้น”

                                 “ไม่พกเงิน ไม่พกโทรศัพท์ มีความปลอดภัย”

                                 “เห็นเพื่อนตั้งใจเรียน จึงต้องทำบ้าง”

                                 “เคยใจร้อน เกเร เดี๋ยวนี้ใจเย็นขึ้น มีเหตุผล รับผิดชอบ รักพ่อแม่ มีสมาธิ มีคุณธรรม”

                                 “เคยเป็นคนเกเร ไม่อยากมาอยู่โรงเรียนสัตยาไส พ่อหลอกให้มา ให้ลองอยู่ 1 ปีแลวจะออกก็ได้ หลังจากครบ 1 ปี ก็เลือกที่จะอยู่ต่อ เพราะได้พบอะไรดีๆหลายอย่าง ได้สร้างความสามารถที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่”

                                 “เคยชอบเล่นเกม กลับมาชอบกีฬามากกว่า”

                                 “เคยสมาธิสั้นมาก มาได้ฝึกสมาธิ มีสติมากขึ้น”

                                 “เคยอารมณ์ร้อนมาก ฝึกสมาธิแล้ว ใจเย็นลง ดีขึ้นมาก”

                                 “ผลการเรียนดีขึ้น มีจิตสำนึกที่ดี รู้จักบาปบุญคุณโทษ”

                                 “โดนหลอกมาอย่างคุ้มค่า! เคยเรียนได้ผลต่ำมาก และโดดเรียนเป็นประจำ เคยลองทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ดีอย่างสุดๆ มาอยู่ที่นี่ ได้ค้นพบความสามารถและได้แสดงความสามารถ เดี๋ยวนี้ไปหาแม่ แม่มีความสุข”

เป็นโรงเรียนตามระบบฯพร้อมกับเป็น “โรงเรียนในฝัน”

                โรงเรียนสัตยาไส เป็นโรงเรียนตามระบบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่เพิ่มเติมองค์ประกอบและมิติต่างๆเข้าไปอีก จากคำพูดของ ดร.อาจอง “ถ้านับตามระบบของกระทรวงศึกษาธิการต้องมี 100 เราเติมเข้าไปอีก 200” นักเรียนของโรงเรียนสัตยาไสเข้าสอบตามระบบของกระทรวงศึกษาตามปกติ และสอบได้ดี ไม่มีปัญหา มีนักเรียนจบ ม.6 มาแล้ว 3 รุ่น ทุกรุ่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทุกคน (100%) ดร.อาจอง เป็นครูประจำชั้น ม.6 เอง พร้อมทั้งสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสด้วย

                 นักเรียนที่โรงเรียนสัตยาไส ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ต้องเสียค่าอาหาร บวกค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดรวม 10,000 บาทต่อเทอม (5 เดือน) และอาหารเป็นมังสวิรัติตลอด

                โรงเรียนมีเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 300 ไร่ ใช้ปลูกข้าวประมาณ 60  ไร่ ข้าวที่ปลูกนำมากินเป็นอาหารสำหรับนักเรียนและครูได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติของนักเรียนด้วย ดร.อาจอง กล่าวว่า “ที่นี่เราพยายามใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเท่าที่ทำได้”

                ยังมีสาระสำคัญที่น่าประทับใจและน่าสนใจอีกมากเกี่ยวกับโรงเรียนสัตยาไส ซึ่งไม่สามารถนำมากล่าวได้หมดแม้จะพยายาม ถ้าจะสรุปก็อาจพูดว่า

                 “นี่คือโรงเรียนในฝันที่เป็นความจริง และทำมาแล้ว 15 ปี” 

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

20 มิ.ย. 49


 ความคิดเห็นที่ 4

16 พ.ย.2552  เวลา 23:24 น.
โดย.. ช้างเผือก 58.147.52.44  
http://biolawcom.de/article/210

การศึกษาหมาหางด้วน (ประมวลธรรมบรรยาย)

Author : เทศนา ท่านพุทธทาส

Quelle : BioLawCom.De

Category : ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง

Publisher : BioLawCom

(ประมวล) คำบรรยายธรรม โดย พุทธทาสภิกขุ ที่เกี่ยวกับ

"การศึกษาที่ไม่ครบถ้วนถูกต้อง" (การศึกษาหมาหางด้วน)

๑.

"...การศึกษาในปัจจุบันนี้ ทั้งโลกก็ว่าได้ มักมีแต่เพียงสองอย่าง คือ รู้หนังสือกับอาชีพ แล้วก็ขมักเขม้นจัดกันอย่างดีที่สุด เร็วที่สุด ก้าวหน้าที่สุด มันก็ไม่มีผลอะไรมากไปกว่าสองอย่างนั้น มันก็ยังขาดการศึกษาที่ทำให้มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องอยู่นั่นเอง ดังนั้น อาตมาจึงเรียกการศึกษาชนิดนี้ว่า เป็นการศึกษาที่เป็นเหมือนกับหมาหางด้วน..."

(ที่มา : www.correct.go.th)

๒.

"...ครูก็ต้องทำหน้าที่ของครู โดยความมุ่งหมาย ก็คือ นำวิญญาณของมนุษย์ไปให้ถูกต้อง แต่ระบบการศึกษาส่วนที่จะนำวิญญาณของมนุษย์ไปให้ถูกต้องนี้มันยังขาดอยู่ มันมีแต่การศึกษาสองอย่าง คือ การศึกษาประเภทที่ทำให้คนรู้จักหนังสือ ความรู้พื้นฐานทำให้เฉลียวฉลาดเกี่ยวกับหนังสือ และอีกอย่างหนึ่ง คือ ความรู้เกี่ยวกับอาชีพ พวกเทคนิค หรือเทคโนโลยี่ที่จะรู้จักใช้เทคนิคนี้ แม้กฏหมายมันก็มีเทคนิค อะไร ๆ มันก็มีเทคนิค ที่เรียนกันในมหาวิทยาลัยทุกแขนง เสร็จแล้วมันเป็นพียงเรื่องอาชีพ ให้มีโอกาสได้เปรียบในการที่จะประกอบอาชีพ ที่เรียกว่าปริญญา มันขาดอย่างที่สามคือ การศึกษาที่ทำให้เป็นมนุษย์กันอย่างถูกต้อง..."

(ที่มา : เว็บบอร์ดลานธรรมเสวนา)

๓.

"...ทีนี้อันสุดท้าย สังโยชน์ข้อที่ ๑๐ อันสุดท้าย เรียกว่า อวิชชา คำนี้ ตัวหนังสือแปลว่า ไม่มีความรู้ คือไม่มีวิชชานั่นแหละเรียกอวิชชา. แต่ว่า คำว่า วิชชาๆ นี้ เขาหมายความเฉพาะความรู้ที่ถูกต้อง, ที่ใช้ประโยชน์ได้ ที่ดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่า วิชชา, ทีนี้มันไม่มีวิชชา อันนี้มันจึงเป็นอวิชชา, แม้จะมีความรู้มาก แต่มันไม่มีประโยชน์ ไม่ดับทุกข์ได้ ก็ไม่เรียกว่า มีวิชชา, ถ้าไม่มีความรู้ที่จะดับทุกข์ได้ แล้วก็ไม่เรียกว่ามีวิชชา ยังมีค่าเท่ากับอวิชชาอยู่. เขาจะไปเรียนเรื่องต่างๆ ได้ปริญญา มาไม่รู้กี่สิบปริญญาแต่ไม่มีเรื่องดับทุกข์เลย ในทางธรรมะไม่เรียกว่าวิชชา, ต่อเมื่อมันมีส่วนแห่งการดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่าวิชชา. นี่คือสัญชาตญาณเดิมแท้ ที่ไม่ได้ประกอบมาด้วยวิชชา, มันประกอบมาด้วยความไม่มีวิชชา มันจึงเอียงไปเป็นกิเลส แต่พอสัญชาตญาณอันนี้แหละ ความรู้มีลักษณะรู้ อาการแห่งความรู้ อบรมให้เจริญทำให้ดีให้มาก จนมีความรู้ที่มีประโยชน์ที่ดับทุกข์ได้เกิดขึ้น จึงเรียกว่า มีวิชชา เลยรอดตัว. ถ้าเราไม่สนใจเรื่องนี้ไม่รู้เรื่องนี้, เราก็มีอวิชชาอยู่ตลอดเวลา.

image

ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า การศึกษาหมาหางด้วน มันรู้มาก รู้มาก รู้มาก แต่เรื่องหนังสือกับวิชาชีพ, แต่ไม่มีความรู้เสียเลย ว่าจะดับทุกข์ในจิตใจกันอย่างไร ฉะนั้นการศึกษาทั่วโลกเวลานี้เป็นการศึกษาหมาหางด้วน เพราะไม่ประกอบไปด้วยวิชชาที่ดับทุกข์ได้, มีแต่วิชชาที่จะทำอะไรเพื่อปากเพื่อท้องเพื่ออาชีพ, พอเผลอเข้า ควบคุมไม่ได้, อันนั้นเกิดเป็นพิษขึ้นมา, เกิดปัญหาเกิดความทุกข์อะไรขึ้นมา เพราะวิชชาชนิดนั้น ไม่ควบคุมความโลภได้, ไม่ควบคุมความโกรธได้, ไม่ควบคุมความหลงได้; นี้เราไม่เรียกว่าวิชชา, มีค่าเท่ากับอวิชชา. ตลอดเวลาที่เรายังไม่มีวิชชา เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจสัญชาตญาณที่ปราศจากวิชชา, สัญชาตญาณเดิมๆ มีตัวตนแล้วก็เห็นแก่ตัวตน ยิ่งเห็นแก่ตัวตนก็ยิ่งไม่มีวิชชา ยิ่งมีอวิชชา อวิชชามาจากสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน ที่ไม่ได้รับการอบรม."

(ที่มาคำบรรยาย : พุทธทาส.คอม , ภาพหมาน้อยจาก : เว็บไซท์ "หมาหัวเน่า")


 ความคิดเห็นที่ 5

16 พ.ย.2552  เวลา 23:28 น.
โดย.. ช้างเผือก 58.147.52.44  

การศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง

http://nawaporn.files.wordpress.com/2009/03/e0b881e0b8b2e0b8a3e0b8a8e0b8b6e0b881e0b8a9e0b8b2e0b980e0b89ee0b8b7e0b988e0b8ade0b884e0b8a7e0b8b2e0b8a1e0b980e0b89be0b987e0b899e0b8a1.doc

ราวๆ กว่า 30 ปีมาแล้ว ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ในการเทศนาธรรมครั้งหนึ่งว่า


“.... การศึกษาในปัจจุบันนี้ทั้งโลกก็ว่าได้ มักมีแต่เพียงสองอย่าง คือ รู้หนังสือกับอาชีพ แล้วก็ขะมักเขม้นจัดกันอย่างดีที่สุด เร็วที่สุด ก้าวหน้าที่สุด มันก็ไม่มีผลอะไรมากไปกว่าสองอย่างนั้น มันยังขาดการศึกษาที่ทำให้มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องอยู่นั่นเอง ดังนั้นอาตมาจึงเรียกการศึกษาชนิดนี้ว่า เป็นการศึกษาที่เป็นเหมือนกับหมาหางด้วน ...”


อะไร? คือความหมายของการศึกษา ที่ทำให้ “มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง”


และทุกวันนี้ การศึกษาไทยหลุดพ้นจากสภาพ “หมาหางด้วน” แล้วหรือยัง ?


ว่าด้วย “ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง”

“ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า การศึกษาหมาหางด้วนมันรู้มาก รู้มากแต่เรื่องหนังสือกับวิชาชีพ แต่ไม่มีความรู้เสียเลยว่า จะดับทุกข์ในจิตใจกันอย่างไร ฉะนั้นการศึกษาทั่วโลกในเวลานี้ เป็นการศึกษาหมาหางด้วน เพราะไม่ประกอบไปด้วยวิชชาที่ดับทุกข์ได้ มีแต่วิชชาที่จะทำอะไรเพื่อปากเพื่อท้องเพื่ออาชีพ พอเผลอเข้าก็ควบคุมไม่ได้ อันนั้นเกิดเป็นพิษขึ้นมา เกิดปัญหา เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะวิชชาชนิดนั้นไม่ควบคุมความโลภได้ ไม่ควบคุมความโกรธได้ ไม่ควบคุมความหลงได้ เหล่านี้เราไม่เรียกว่าวิชชา มีค่าเท่าอวิชชา ตลอกเวลาที่เรายังไม่มีวิชชา เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจสัญชาตญาณที่ปราศจากวิชชา สัญชาตญาณเดิมๆ มีตัวตน แล้วก็เห็นแก่ตัวตน ยิ่งเห็นแก่ตัวตนก็ยิ่งมีอวิชชา อวิชชามาจากสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตนที่ไม่ได้รับการอบรม”

จากคำเทศนาอีกตอนหนึ่ง ท่านพุทธทาสได้ขยายความไว้ถึงการศึกษาหมาหางด้วน ซึ่งอาจช่วยให้สรุปสั้นๆ ได้ว่า “การศึกษาหมาหางด้วน” คือ การให้ความรู้ที่ไม่ได้นำผู้เรียนไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส ตรงกันข้ามกลับยิ่งมุ่งสอนในสิ่งที่เรียกว่า “อวิชชา” อันนำไปสู่การขยายตัวของกิเลสและความมืดบอดทางปัญญา

และดูเหมือนสังคม จะยอมรับการศึกษาที่แข่งขันกันให้ความรู้ สร้างความเป็นเลิศ สร้างเงินตรา แต่ไม่ได้สร้างปัญญา ประหนึ่งยอมรับว่า หมาหางด้วนเป็นเรื่องปกติ แต่หมามีหางต่างหาก คือ ความผิดแปลก !!!

หากเป็นดังนั้น ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องย่อมเปรียบได้ดั่ง “หมามีหาง” ซึ่งจะทำให้ดูงามสง่าขึ้นมาทันตาเห็น

ซึ่งการศึกษาที่จะทำให้มี “ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง” ได้นั้น จึงมิใช่การศึกษาที่มุ่งสร้างแต่ความรู้ หากต้องสร้างปัญญาให้กับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนไม่ตกเป็นทาสของกิเลส รู้จักนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ทำให้ผู้อื่นและสังคมต้องเดือดร้อน หรือก็คือ การศึกษาที่มุ่งส่งเสริมศีลธรรม และความดีงามให้เกิดขึ้นกับความคิด จิตสำนึก และการดำรงชีวิตของผู้เรียนด้วย

คนไทย และเด็กไทย 2551

ต้นเดือนมิถุนายน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) ได้รายงานสถานการณ์ภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 1 ปี พ.. 2551 มีความจริงบางตอนที่น่านำมาพิจารณาร่วมกันดังนี้

  • ในด้านคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย

สศช. พบว่า ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ซึ่งเป็นการทดสอบความรู้รวบยอดปลายช่วงชั้น ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.. 2551 สะท้อนให้เห็นภาพผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทยที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ คะแนนเฉลี่ยของผู้เข้าสอบ O-Net .6 ทุกวิชาไม่ถึง 50% โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย มีคะแนนเฉลี่ยเพียง 36.58 น้อยกว่าวิชาอื่นๆ และมีผู้เข้าสอบที่ผ่านเกณฑ์ 50 คะแนนเพียง 9.8%

ส่วนการสอบ O-Net .6 ในกลุ่มวิชาหลัก 5 วิชา มีภาษาไทยเพียงวิชาเดียวที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์คือ 50.70 คะแนน วิชาภาษาอังกฤษ คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 30.93 คะแนน คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ย 32.49 และวิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ย 34.62 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้เพียง 1 ใน 3 ของความรู้ทั้งหมดตามมาตรฐานหลักสูตร ซึ่งแม้ว่าคะแนนเฉลี่ยในรอบ 3 ปี จะดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ ซึ่งน่ากังวลว่า คุณภาพของเด็กนักเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า จะมีประสิทธิภาพในการทำงานหรือไม่

  • ในด้านความมั่นคงทางสังคม

สถานการณ์ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของคนไทยในไตรมาสแรกของปี พ.. 2551 โดยรวมลดลงจากปี พ.. 2550 เป็นผลมาจากความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ที่เพิ่มขึ้นจาก 30,944 คดีในไตรมาสแรกปี พ.. 2550 เป็น 46,240 คดีในไตรมาสแรกปี พ.. 2551 หรือเพิ่มขึ้นถึง 49.4%

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กและเยาวชน มีแนวโน้มกระทำความผิดในคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นจาก 2,077 คดีเป็น 2,875 คดี หรือเพิ่มขึ้น 38.4% และคดีเกี่ยวกับทรัพย์ เพิ่มขึ้นจาก 3,060 คดี เป็น 3,372 คดี หรือเพิ่มขึ้น 10.2% ปัญหาที่เกิดขึ้น สศช. มองว่า มาจากคนในสังคมขาดคุณธรรม จริยธรรม ความเอื้ออาทรลดลง ขาดวินัย ไม่เคารพกฎระเบียบ สะท้อนให้เห็นว่า สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปเป็น สังคมบริโภคนิยมและวัตถุนิยมมากขึ้น การกระจายการเจริญเติบโตไม่ทั่วถึง เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม

  • ในด้านพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคน

สศช. พบว่า ค่าใช้จ่ายในการบริโภคยาสูบเพิ่มขึ้นจาก 5,259 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1 ปี พ.. 2550 เป็น 5,408 ล้านบาท ในปีพ.. 2551 หรือเพิ่มขึ้น 2.8% โดยปัจจุบันประชากรที่มีอายุระหว่าง 15 – 24 ปี สูบบุหรี่ประมาณ 25% รองมาเป็นประชากรที่มีอายุ 11 – 14 ปี สูบบุหรี่ประมาณ 20.2% และกลุ่มผู้สูงอายุสูบบุหรี่ประมาณ 19.2% นอกจากนี้ สศช. ยังพบว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ของครัวเรือนไทยในไตรมาสแรกของปี ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 39,166 ล้านบาท เป็น 40,001 ล้านบาท



30 กว่าปีผ่านไป .. นับจากการเทศนาของท่านพุทธทาส ...

หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสำรวจของ สศช. จะเป็นภาพสะท้อนว่า การศึกษาทุกวันนี้ไม่ได้สร้างทั้งปัญญาและความรู้ ...

... ไม่อาจเป็นได้แม้แต่หมาหางด้วน !!!!



แสงสว่างที่ปลายทาง

นักวิทยาศาสตร์ชาวไทย ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก และผันตัวมาเป็นนักการศึกษาที่มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งท่านหนึ่งคือ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ... แม้ความเก่งของอาจารย์จะเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก แต่อาจารย์กลับมิได้ให้ความสำคัญกับ “ความเก่ง” มากเท่าการเป็นผู้มี “คุณธรรม” ดังงานเขียนของท่านที่ว่า

“... หากสังคมเราเน้นแต่คนเก่ง เราก็จะได้คนเก่ง แต่ถ้าหากคนเก่งเหล่านั้นขาดคุณธรรม จริยธรรม เขาก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดถึงตัวเองมากกว่าส่วนรวม เพราะโดยปกติแล้ว คนเก่งมักจะไม่อยากให้คนอื่นเก่งกว่า จึงถือว่าหากเราสอนโดยเน้นให้เด็กเป็นคนเก่ง โดยไม่คำนึงถึงเรื่องคุณธรรม ก็จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคม ดังที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ...”

ด้วยความเชื่อว่า “คุณธรรม” สำคัญกว่า “ความเก่ง” และนโยบายการศึกษาที่มีอยู่ ไม่สามารถสร้างคุณธรรมนำความเก่งได้ ดร.อาจองจึงลงมือสร้างโรงเรียนตามแนวความคิดของท่านเองในชื่อ “โรงเรียนสัตยาไส” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างคนดีเหนือสิ่งใด”

หากจะมองว่า นโยบายการศึกษาที่ออกมาโดยรัฐบาล และควบคุมการใช้โดยกระทรวงศึกษาธิการ คือต้นทางของการศึกษาไทย โดยมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ณ โรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ เป็นดั่งปลายทาง

การตัดสินใจสร้างโรงเรียน และดำเนินการพัฒนาผู้เรียนไปสู่ความเป็นคนดีตามแนวทางของ ดร.อาจอง หรือจะเป็นคำตอบว่า แสงสว่างของการศึกษา อาจต้องเริ่มต้นมาจากปลายทาง จากกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียน จากตัวครูและเด็กนักเรียนนั่นเอง



จากเหตุการณ์จริง ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดมุกดาหาร

โรงเรียนคำสร้อยพิทยาสรรค์ อำเภอนิคมคำสร้อย เดิมมี”เด็กกลุ่มเสี่ยง” ที่ชอบหนีเรียน มีพฤติกรรมจับกลุ่มมั่วสุมและสูบบุหรี่

ลำพังวิชาความรู้ในตำราไม่พอที่จะดึงเด็กกลุ่มนี้ ให้กลับมาสู่การมีปัญญาและศีลธรรมได้ ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ในโรงเรียนบางส่วนก็จะถูกชักจูงไปในทางเสี่ยงเพิ่มขึ้น และบางส่วนจะมุ่งสนใจกับการเรียนของตน มากกว่าที่จะสนใจช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “เพื่อน” ของตนเช่นกัน ให้กลับตัวกลับใจ



ภาวะ”เด็กกลุ่มเสี่ยงที่เป็นตัวสร้างปัญหา” กับ “กลุ่มเด็กเรียนที่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา” ล้วนเป็นภาพสะท้อนของคำว่า “การศึกษาหมาหางด้วน” เป็นการศึกษาที่ไม่สามารถสร้างความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ได้ด้วยกันทั้งสิ้น

แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ตระหนักถึง ความจำเป็นในการแก้ไขปัญหานี้ หนึ่งในนั้นคือ กลีบกุหลาบ เครือวัลย์ ครูที่ปรึกษาโครงการแผนที่สุขภาพ เพื่อเพิ่มพื้นที่ดีลดพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นผู้มีส่วนอย่างมาก ต่อการปรับทัศนคติของนักเรียนทั่วไปที่มีต่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ให้เด็กๆ ไปทดลองชักชวนเด็กกลุ่มเสี่ยงเข้ามาร่วมทำโครงการฯ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความคิด ทั้งกับตัวเด็กกลุ่มเสี่ยงเอง เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ครูบาอาจารย์ ตลอดจนผู้ปกครอง

คุณครูกลีบกุหลาบ เริ่มต้นดึง อัครเดช สมบูรณ์ หรือกี้ อดีตเด็กเกเรขั้นเซียนมาร่วมเป็นหัวหอกในการทำโครงการฯ โดยให้เหตุผลว่า

“กี้เป็นหัวโจกเด็กกลุ่มเสี่ยงที่รู้จักพื้นที่เสี่ยงเป็นอย่างดี เลยบอกให้นักเรียนแกนนำโครงการฯ ไปชวนมาร่วมงานด้วย ถ้าครูไปบอกเอง เด็กอาจรู้สึกเหมือนเราไปสั่ง ที่แรกนึกว่าจะไม่มา แต่พอเขาตกลงมาแล้ว เขาก็ทำได้ดีมาก มีความรับผิดชอบ และยังชักชวนเด็กกลุ่มเสี่ยงคนอื่นๆ ให้กลับตัว เวลาประชุมผู้ปกครอง เราจะยกย่องกี้เป็นแบบอย่างในการทำความดี ซึ่งเขาเองก็ภูมิใจ”

การที่ครู และเพื่อนไม่ทอดทิ้งเขา แม้เขาจะมีภาพลักษณ์ของเด็กเกเร เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้กี้ประทับใจ

“ทุกคนเปิดโอกาสให้ผม นี่เป็นโครงการแรกที่ให้ผมได้ร่วมทำกิจกรรม ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสนใจทำกิจกรรมมาก่อน โครงการนี้เกิดจากการที่เพื่อนๆ กลุ่มหนึ่ง อยากจะพัฒนาพื้นที่รอบโรงเรียน ที่เคยเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการทำความผิดของนักเรียน แล้วเขาเห็นผมเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงน่าจะรู้ข้อมูลดี เลยมาขอให้ผมร่วมทำโครงการด้วย ผมเลยเสนอให้พัฒนาพื้นที่ป่ารกข้างๆ โรงเรียน ที่นักเรียนชอบใช้เป็นแหล่งมั่วสุมสูบบุหรี่ สูบกัญชา เล่นการพนัน เมื่อได้มาร่วมทำงานกับเพื่อนๆ ก็รู้สึกสนุก อยากทำโครงการอื่นอีก ตอนนี้ผมไม่อยากใช้พื้นที่ป่าทำสิ่งไม่ดีอีกต่อไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนนี้อยู่ ม.6 แล้ว อนาคตอยากเป็นครูพละ เพราะผมชอบเล่นกีฬา การทำกิจกรรมความดี เหมือนจุดประกายให้ผมได้กลับตัวเป็นคนดี อย่างน้อยตัวผมก็ดูมีคุณค่าขึ้นอย่างบอกไม่ถูก”

ไม่เพียงแค่ให้ความร่วมมืออย่างดีเท่านั้น กี้ยังเป็นผู้ชักชวนเพื่อนๆ กลุ่มเสี่ยงมาช่วยกันตัดรากถอนโคน ถางป่าข้างโรงเรียน กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์อบายมุข ทำให้ไม่มีที่มั่วสุมของเด็กโจ๋ตัวแสบอีกต่อไป

ดังนั้นแม้การเรียนการสอนในโรงเรียนนี้ อาจจะไม่ทำให้เด็กได้คะแนน O-Net, A-Net สูงขึ้น หรือมีเปอร์เซ็นต์สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากขึ้น แต่เด็กๆ ของที่นี่ก็จะไม่ช่วยเพิ่มตัวเลขของผู้สร้างปัญหาให้กับสังคม มีความเห็นอกเห็นใจ พร้อมที่จะเข้าใจและช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น เป็นคนที่มีคุณค่าและดูดีขึ้นมาทันตาเห็น พอที่จะเรียกได้ว่า

...เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง...

เหตุการณ์นี้ ชวนให้ตั้งคำถามว่า

หากการศึกษายังมุ่งให้คุณค่าเฉพาะกับความรู้ในหนังสือและอาชีพ เด็กนักเรียนแกนนำโครงการฯ จะมีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนเก่า (เด็กกลุ่มเสี่ยง) ในมุมมองใหม่ (คนที่รับผิดชอบต่องาน) และทำให้เกิดมิตรภาพที่ดีต่อกันได้หรือไม่

หากการศึกษายังมุ่งให้คุณค่ากับผลการเรียนที่ดีเท่านั้น เด็กอย่างกี้และเพื่อนๆ จะมีโอกาสได้ค้นพบคุณค่าของตัวเองหรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว หากการศึกษาและครูผู้ให้การศึกษา ยังคงให้ความสำคัญเฉพาะกับนักเรียนที่เรียนดีในแง่ของการพัฒนาผลการเรียนขึ้นไปเรื่อยๆ เท่านั้น ทั้งเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างกี้และผองเพื่อน กับเด็กเรียนดีอย่างนักเรียนแกนนำ จะมีโอกาสได้รู้จักกับ “คุณค่า” ของกันและกัน และ “ความหมายของชีวิต” จากการทำงานเพื่อสังคมร่วมกับเพื่อนฝูงหรือไม่

แต่เพราะการศึกษาที่โรงเรียนคำสร้อยพิทยาสรรค์ไม่เป็นไปเช่นนั้น ประเทศไทยจึงได้เด็กที่มีความเป็นมนุษย์ รู้จักห่วงใยใส่ใจเพื่อนรอบข้างและสังคม

เรื่องของกี้ เพื่อนๆ นักเรียน และครูที่นี่ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่า ...



... ยังมีแสงสว่างอยู่ ณ ปลายทางของการศึกษา ...




 ความคิดเห็นที่ 6

17 พ.ย.2552  เวลา 00:06 น.
โดย.. ช้างเผือก 58.147.52.44  

คุณธรรมนำความรู้

"เดี๋ยวนี้เราไปโทษปัญหาทางเศรษฐกิจ หลับตาโง่ไปโทษปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่รู้ว่ามันมา
จากการขาดศีลธรรม ปัญหาทางเศรษฐกิจมันจึงเกิดขึ้น ในบ้านเรา ในประเทศเรา หรือในโลก
ที่เราโง่ที่สุดกันเกือบทั้งโลกนี้ก็ว่า ถ้าเราไปยึดถือศีลธรรมจำทำให้เราเสียเปรียบผู้อื่น
เดี๋ยวนี้มีใครกำลังโง่อยู่อย่างนี้ ขออภัยไปช่วยคิดดูใหม่ ... เราเกลีดศีลธรรมเพราะเราตีความหมาย
ของศีลธรรมผิด เราเกลียดศีลธรรมก็เพราะว่ากิเลสของเรามันต้องการอย่างอื่น  ... นี่รวมความว่า
เราทำโลกนี้ให้สงบสุขไม่ได้ในเมื่อเราไม่รู้จักสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำโลกนี้ให้มีความสงบสุข คือสิ่ที่เรียกว่า
ศีลธรรมนั่งเอง"
                                    หนังสือเศรษฐศาสตร์พุทธศาสนา พุทธทางภิกขุ


     แน่นอนว่า โดยสัญชาตญาณมนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัว และบ่อยครั้งความเห็นแก่ตัวนั้นก็ทำให้
เราเผลอ (หรือตั้งใจ) ทำสิ่งที่ส่งผลกระทบ สร้างความทุกข์ร้อนให้กับผู้อื่นไปบ้าง  แต่หากการศึกษาที่เรา
ได้รับมาเป็นการศึกษาที่สอนให้เรามีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องใช้ความรู้ไปในทางสร้างสรรค์ มิใช่เพื่อการเบียด
เบียนทำลาย   ก็น่าจะพอมีความหวังได้ว่า  "สำนึกดี" อันเคยถูการศึกษาปลุกขึ้นมาแล้วนั้น จะตื่นขึ้นมาและฉุดเรา
ให้พ้นจากการเป็น "หมาหางด้วน"  ได้ทันการณ์
 แต่หากการศึกษาในชั่วชีวิตที่ผ่านมาของคนในสังคม  เป็นการศึกษาที่ขาดเสียซึ่งศีลธรรม
ก็ไม่ต้องแปลกใจที่เราจะได้พบกับ  "โจรเสื้อสูท"  หรือคนมีการศึกษาดีที่ใช้วิชาความรู้เพื่อสนองตอบ
ความเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ   โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นและสังคมจะเดือดร้อนวุ่นวายสักเพียงใด

 เมื่อความรู้ ยอดเยี่ยม สูงเทียมเมฆ         แต่คุณธรรม ต่ำเฉก ยอดหญ้านั่น
 อาจเสกสร้าง มิจฉา สารพัน                 ด้วยจิตอัน ไร้อาย ในโลกา
 แม้คุณธรรม สูงเยี่ยม ถึงเทียมเมฆ        แต่ความรู้ ต่ำเฉก เพียดยอดหญ้า
 ย่อมเป็นเหยื่อย ทรชน จนอุรา               ด้วยปัญญา อ่อนด้อย น่าน้อยใจ
 หากความรู้ สูงล้ำ คุณธรรมเลิส            แสนประเสริฐ กอปรกิจ วินิจฉัย
 พัฒนา ประชาราษฎร์ ทั้งชาติไทย       ต้องฝึกให้ ความรู้ คู่คุณธรรม
    
อำไพ สุจริตกุล "ความรู้ต้องคู่คุณธรรม" คติพจน์มองให้ชาวครุศาสตร์ จุฬาฯ พ.ศ.2520

 

ขอบคุณที่มาบทความ: วารสารสื่อพลัง ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 คอลัมน์สื่อการศึกษา

ผมนำมาจากแหล่งเดียวกันครับคือ
http://nawaporn.files.wordpress.com/2009/03/e0b881e0b8b2e0b8a3e0b8a8e0b8b6e0b881e0b8a9e0b8b2e0b980e0b89ee0b8b7e0b988e0b8ade0b884e0b8a7e0b8b2e0b8a1e0b980e0b89be0b987e0b899e0b8a1.doc


 ความคิดเห็นที่ 7

17 พ.ย.2552  เวลา 08:19 น.
โดย.. ตรังต่างแดน 64.71.141.140  

ผมว่า งบประมาณขนาดนั้น เทศบาลตรังน่าจะมีโครงการสร้างศูนย์สาธารณสุขให้เพียงพอต่อประชากรชาวตรังน่าจะดีกว่านะครับ  เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับเทศบาลนคร  ผมว่าประโยชน์จะตกถึงชาวตรังอย่างทั่วถึงมากกว่ามากเลยครับ


 ความคิดเห็นที่ 8

17 พ.ย.2552  เวลา 12:42 น.
โดย.. poo 61.19.71.130  

plan do  check  act   วางแผนแล้ว ลงมือทำ  กรุณาติดตามผลงานด้วยว่า work ไหม สิ่งที่จะทำมาจากความต้องการของชาวบ้าน คนตรัง หรือเปล่า  อ้อ ที่สำคัญ เรื่อง คอรัปชั่น ฝากผู้ว่าราชการคนใหม่ช่วยดูแลด้วยค่ะ

ปู


 ความคิดเห็นที่ 9

17 พ.ย.2552  เวลา 13:28 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.249.19  

ประชาชนท้องถิ่นใดก็ตาม คงจะฝากบ้านฝากเมืองไว้กับข้าราชการคนใดคนหนึ่งไม่ได้หรอกครับ เพราะว่า ในระบบราชการ

ยังมีข้อจำกัดด้านการดำรงตำแหน่ง และการโยกย้าย ไปมา สับเปลี่ยนไปหลายท้องที่ครับ

           พลเมืองของท้องถิ่นนั้น ถ้าไม่ขาดความรู้ หรือ ไม่ขาดสติ มีความรู้ และทราบความจริง โดยทั่วหน้า

ผมเชื่อแน่ว่า ไม่ต้องใช้เงินมากมายก็สามารถพัฒนาให้ศักยภาพและสติปัญญาของคนไปได้ เจริญและก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ครับ

การศึกษาเมืองไทย ล้มเหลวไม่เป็นท่า ในอดีต เป็นเพราะคิดแต่คำว่า สร้างโรงเรียน สร้างอาคาร แต่ไม่ได้คิดถึงการสร้างครู

ซึ่งมีความพร้อมและมีใจจะมาทำอาชีพครูครับ ในอดีตนั้น ครูมีจิตวิญญาณสูงมากครับ และสมัยนี้หายากเต็มที่

ผมอยากให้ ท่านทั้งหลายถ้ามีโอกาส น่าจะลองไปหา ชม สกู๊ปปัญหาด้านการศึกษาซึ่งทาง ASTV ผู้จัดการเค้าเพิ่งทำไปไม่

นี้เปิดในช่วงข่าวมาดูกัน ว่าปัญหาการศึกษาไทย อยู่ที่จุดใด

แล้วสิ่งก่อสร้าง สิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน สามารถแก้ปัญหาการศึกษาของไทยได้หรือไม่

เงินมิได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่ปัญญา และสติ ต่างหากที่ช่วยให้ คน มีความสามารถมากกว่า สิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ฉะนั้น ถ้ายังคงไม่ใช่ปัญหา แต่กลับมองด้วยความไม่มีฐานความคิด และไม่ทราบมูลเหตุของปัญหาการศึกษาไทย

จะให้ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ มีศูนย์เรียนรู้ อลังการ ระดับชาติ ระดับโลก สักเพียงใด ก็ไม่สามารถต้องโจทย์ปัญหาของ

การศึกษาได้หรอกครับ


 ความคิดเห็นที่ 10

17 พ.ย.2552  เวลา 15:44 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.249.246  

รายงานพิเศษ เกี่ยวกับการศึกษา ออกอากาศทาง ASTV ครับ ควรดูอย่างยิ่งครับ

http://www.manager.co.th/vdo/
เลือกที่เมนูด้านซ้ายลงมาล่างๆ ส่วนของ รายงานพิเศษ

หรือใช้วิธีค้นหา ในกรอบ Search พิมพ์หรือแปะ คำว่า  การศึกษาฤาพาชาติพ้นวิกฤต แล้วกดที่แว่น เพื่อคนหาเลยครับ

10/11/2552  รายงานพิเศษ...  การศึกษาฤาพาชาติพ้นวิกฤต ตอนที่ 1

11/11/2552  รายงานพิเศษ...  การศึกษาฤาพาชาติพ้นวิกฤต ตอนที่ 2

12/11/2552 15.30 น. รายงานพิเศษ...  การศึกษาฤาพาชาติพ้นวิกฤต ตอนที่ 3

13/11/2552 รายงานพิเศษ...  การศึกษาฤาพาชาติพ้นวิกฤต ตอนที่ 4


 ความคิดเห็นที่ 11

25 พ.ย.2552  เวลา 17:31 น.
โดย.. ช้างเผือก 58.147.55.17  

มาเพิ่มเติม สาระที่น่ารู้และเป็นประโยชน์จริงๆ ครับ เกี่ยวกับโรงเรีนน สัตยาไส

http://www.manager.co.th/vdo/
ในส่วนซ้าย
รายการทั้งหมด
ให้เลือก   รายการ คุยนอกรอบ
แล้วเลือกในส่วน
21/11/52 คุยนอกรอบ ช่วงที่ 1 คุยกับ ดร.อาจอง ชุมสาน ณ อยุธยา
21/11/52 คุยนอกรอบ ช่วงที่ 2 คุยกับ ดร.อาจอง ชุมสาน ณ อยุธยา
21/11/52 คุยนอกรอบ ช่วงที่ 3 คุยกับ ดร.อาจอง ชุมสาน ณ อยุธยา


 ความคิดเห็นที่ 12

25 พ.ย.2552  เวลา 17:36 น.
โดย.. ช้างเผือก 58.147.55.17  

เสริมอีกนิดนะครับ บทความดีมากๆ มีสาระความรู้ โดยท่าน อาจารย์ วิทยกร เชียงกูล

บทความ ทางออกของปัญหา
ปฏิรูปการศึกษาด้วยวิธีรื้อ/ทำกระทรวงศึกษาฯให้เล็กลง
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000140117

 ต้องทำให้คนไทยรักการอ่าน จึงจะปฏิรูปการศึกษาและประเทศได้
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000127370

ต้องสร้างคนให้เข้มแข็ง ประเทศไทยจึงจะเข้มแข็งได้
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000132829

จะต้องปฏิรูปครูอาจารย์และผู้นำทางความคิดกันอย่างไร
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000112042

จะสร้างผู้นำที่ดีได้ต้องสร้างพลเมืองที่รับผิดชอบ
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000108562

ต้องเข้าใจเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง จึงจะพัฒนาได้อย่างถูกทาง
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000136460


 ความคิดเห็นที่ 13

10 ธ.ค.2552  เวลา 15:58 น.
โดย.. ช้างเผือก 124.157.249.242  

วันนี้ผมได้อ่านบทความซึ่งมีประโยชน์มาก และคิดว่า ถ้าได้ให้ชาวตรังโซน หรือคนตรังได้อ่าน น่าจะได้ประโยชน์ครับ

เพราะว่า ปัญหาการศึกษา นั่นมิใช่ใช้เงินแก้ปัญหา แต่ต้องใช้ปัญญาควบคู่ไปด้วยครับ เพราะทำงานแบบปิดตาคลำช้าง

ไม่มีอะไรคุ้มค่าเงินภาษีของชาติแน่นอนครับ

เจ้าของบทความ คือ ท่านอาจารย์ วิทยากร เชียงกูล ครับผม

การช่วยกันทำให้เด็กไทยฉลาดขึ้นคือการรักชาติที่แท้จริง
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 4 ธันวาคม 2552 12:16 น.
เรื่องสำคัญที่ทั้งภาครัฐ มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ควรจะช่วยกันทำได้โดยไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน คือ ให้การศึกษาพ่อแม่และปฏิรูปศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้เด็กเล็กพัฒนาความฉลาดและวุฒิภาวะทางอารมณ์ เพราะนี่คือช่วงโอกาสที่สำคัญที่สุดที่สมองคนเราจะพัฒนาได้มากและเร็วที่สุด ถ้าเราทำตอนนี้ เด็กจะไปเรียนรู้ในชั้นประถม มัธยมได้ดีขึ้น เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาดทั้งทางปัญญา อารมณ์และจิตสำนึกได้ เพราะขณะนี้พ่อแม่และศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ยังไม่รู้วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาดเท่าที่ควร หากทำให้เด็กฉลาด กล้าซักถามครู ต่อไปครูจะต้องอ่านหนังสือและพัฒนาตนเองเพิ่มขั้น นี่คือการปฏิรูปการศึกษาจากล่างขึ้นบน
       

       แม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับการดูแลจากรัฐให้มีความรู้และกำลังทุนทรัพย์ที่จะดูแลลูกให้พัฒนาทั้งทางร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์ เช่นได้กินอาหารโปรตีนและวิตามิน เกลือแร่ที่เป็นประโยชน์อย่างพอเพียง ได้หยุดงานโดยได้เงินชดเชยจากนายจ้างและจากรัฐนานขึ้น แม่ทุกคน(อาจจะรวมพ่อด้วย) ควรได้รับการฝึกอบรมแนะแนวให้มีความรู้ในการดูแลพัฒนาเด็ก ทั้งในเรื่องสุขภาพทางกาย และการพัฒนาสมอง สติปัญญาและอารมณ์
       
       
นักวิชาการด้านสมองและการเรียนรู้ พบว่า เด็กสามารถที่จะเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์โดยผ่านการสื่อสารกับแม่ หลายคนเชื่อว่าแม่ที่มีอารมณ์ดี สัมผัส พูดคุยกับลูก เปิดดนตรีคลาสสิคแนบท้องให้ลูกในครรภ์ฟัง จะมีส่วนช่วยให้ลูกพัฒนาเซลล์สมองได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาทางอารมณ์ที่ดีด้วย (อ่านหนังสือแปลจากญี่ปุ่น เรื่อง กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว) นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรได้เรียนรู้ และรัฐ, มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ ควรช่วยเหลือพ่อแม่ที่เป็นคนจน ซึ่งหลายคนต้องทำงานหนัก เครียด รายได้ต่ำ ความรู้น้อย ไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระตุ้นการเติบโตและพัฒนาเซลล์สมองของเด็กได้มากเท่าที่ควร
       

       การดูแลเด็กเล็กด้วยสัมผัสที่อบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ การพูดคุยเล่นกับลูก การให้ลูกได้เห็นปลาตะเพียน รุ้งหลากสี ฟังเสียงดนตรี สัมผัสสื่อต่าง ๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ดู ฟัง สัมผัส ดมกลิ่น สัมผัสทางกาย) อุ้มลูกไปดูต้นไม้ สัตว์ สิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสมองและการเรียนรู้ที่สำคัญ และก็เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้ไม่ยาก ถ้าหากมีความรู้และความเอาใจใส่พอ ยกเว้นพ่อแม่ที่ยากจนที่ต้องใช้พลังงานและเวลาในทำงานหาเลี้ยงชีพ และมักแต่งงานตั้งแต่อายุน้อยและมีลูกมาก ควรที่ภาครัฐ(รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น) ธุรกิจเอกชน ภาคสังคมประชา วัด มูลนิธิ(องค์กรพัฒนาเอกชน) จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อช่วยให้เด็กไทยฉลาดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งการศึกษา การพัฒนาตนเอง การพัฒนาชุมชนและประเทศชาติโดยส่วนรวมอย่างมหาศาล
       
       เราควรส่งเสริมให้พ่อแม่มีความรู้ เวลา อุปกรณ์เพื่อช่วยกระตุ้น ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเล็ก ควบคู่ไปกับการจัดตั้งและพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียนอนุบาลให้มีการดูแลส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมองเด็กวัย 3-6 ขวบ ในเมืองไทยสมัยก่อนพ่อแม่ปู่ย่าตายายมีเวลาดูแลลูก และเด็กได้เรียนรู้จากชุมชนและธรรมชาติสภาพแวดล้อมมากกว่านี้ แต่ในยุคปัจจุบันพ่อแม่ออกไปทำงานทั้งคู่ ทิ้งเด็กเล็กไว้กับญาติพี่น้องหรือคนรับใช้ ที่ไม่ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองของเด็กเล็ก
       
       ปัญหาคือ มีเด็กเล็กวัย 3-5 ปีของไทย ที่ไม่ได้รับการศึกษาระดับอนุบาลอยู่ถึงร้อยละ 40 ของประชากรวัยเดียวกันในแต่ละปี ซึ่งจะเป็นจำนวนเด็กราว 1.1 ล้านคน จากประชากรวัยนี้ราว 2.9 ล้านคน ส่วนใหญ่คือลูกคนจน โดยเฉพาะในภาคอีสานและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
       
       แต่ปัญหาสำคัญกว่านั้นคือ เรื่องการจัดการดูแลให้การศึกษา ในศูนย์เด็กเล็กในชนบทและชุมชนแออัดในเมืองส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพ เช่นใช้ครูพี่เลี้ยงที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้และแค่จัดการให้มีอาหารมีนมให้เด็กกิน ให้เด็กเล่นบ้างเรียน ก ข ไปบ้างเท่านั้น ไม่ได้มีครูอนุบาลที่เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเด็กและวิธีการสอนเด็กเล็กมาโดยเฉพาะ ไม่มีอุปกรณ์สื่อที่จะส่งเสริมการพัฒนาการเรียนรู้แบบโรงเรียนอนุบาลดี ๆ ที่มุ่งเตรียมความพร้อมของเด็ก ๆ ทำให้กิจกรรมการเล่นการแสดงออกทางศิลปะดนตรีและการแสดง เป็นการเรียนรู้ อย่างสอดคล้องกับการทำงานของสมอง ซึ่งจะทำให้เด็กฉลาดมีความสุขพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้มาก การฝึกให้เด็กสงบเงียบและสอนแนวท่องจำแบบเก่า
       
       การประเมินคุณภาพสถานศึกษาปฐมวัย 8,276 แห่ง ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ในปี 2548 พบว่า สถานศึกษาปฐมวัยที่อยู่ในระดับดีมีเพียงร้อยละ 34.14 ส่วนใหญ่ คือร้อยละ 65.86 มีเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน การสำรวจยังพบว่าเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ามีราว 1 ใน 6 หรือกว่า 9 แสนคน นี่คือกลุ่มคนที่ต่อไปจะมีโอกาสเรียนไม่เก่ง ออกกลางคัน ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ และมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต การประเมินเฉพาะด้าน ความสามารถของเด็กด้านการวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ พบว่า มีสถานศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพระดับดีในด้านดังกล่าวนี้เพียงร้อยละ 11.1 ร้อยละ 90.9 อยู่ในเกณฑ์จะต้องปรับปรุง
       

       การปฏิรูปศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียนอนุบาลให้มีคุณภาพสูงใกล้เคียงกันทั่วประเทศเป็นเรื่องที่ทั้งสำคัญและเร่งด่วน การลงทุนช่วยให้เด็กวัยนี้ที่ไม่ได้เรียนหรือเรียนอยู่อย่างไม่มีคุณภาพ ได้เรียนรู้แบบเตรียมพร้อมจะได้ผลคุ้มค่าในระยะยาวสูงมาก เพราะเด็กที่สมองพัฒนาความฉลาดตั้งแต่ในวัยนี้ จะเรียนได้ดีขึ้นในชั้นประถม มัธยม พัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์และมีโอกาสเป็นคนดีได้มากกว่า แต่การปฏิรูปได้ต้องรู้จักการใช้เงิน ใช้คนให้เกิดการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพจริง ๆ รวมทั้งต้องคัดเลือกนักศึกษาวิชาครูและปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาเอกปฐมวัยในคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ทั่วประเทศให้มีคุณภาพสูงกว่าที่เป็นอยู่
       
       
ปัจจุบันมีองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นผู้จัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาเป็นส่วนใหญ่และมีคุณภาพแตกต่างกันมาก ถ้าเป็นโรงเรียนในเมืองใหญ่หรือบางอบต. ที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีรายได้สูง มีผู้บริหารที่มีความรู้และสนใจการศึกษา ก็ทำโรงเรียนให้มีคุณภาพสูงได้ แต่โรงเรียนที่จัดโดยอบต. หรือโดยวัด ส่วนใหญ่ยังลงทุนน้อยและมีคุณภาพต่ำ หลายแห่งขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องโอกาสสำคัญในการพัฒนาสมองของเด็กในวัยนี้ คิดว่าสอนเด็กเล็กไม่ต้องมีอะไรมาก แค่จ้างครูพี่เลี้ยง ที่การศึกษาไม่ต้องสูง ให้เงินเดือนต่ำ แค่ช่วยเลี้ยงดูเด็กเล็กให้อยู่รอดปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเป็นการขาดความรู้อย่างน่าเสียดาย เพราะถ้าแต่ละแห่งตั้งใจปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเล็กให้ดีขึ้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาด้านสมองของคนไทยอย่างมหาศาล
       

       การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาเด็กปฐมวัยให้กับอบต. บางแห่งจะดีขึ้นแต่หลายแห่งมีโอกาสที่จะมีคุณภาพต่ำลง สมควรที่จะมีหน่วยงานติดตามดูแลมาตรฐานและให้การสนับสนุน เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศโดยเฉพาะ โดยน่าจะเป็นองค์กรมหาชนที่ทำงานแบบยืดหยุ่น คล่องตัวและสามารถใช้งบเสริมไปช่วยให้สถานศึกษาปฐมวัยที่ยังมีคุณภาพต่ำ สามารถพัฒนาคุณภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วทันการ เช่นควรจะลงทุนฝึกอบรมครูใหญ่/ครูพี่เลี้ยงที่คัดเลือกแล้วว่า มีบุคลิกนิสัยใจคอเหมาะสมและมีความฉลาดพอที่จะเป็นครูที่ดี ให้เป็นครูที่รู้วิธีการสอนการดูแลเด็กอย่างมีคุณภาพ และส่งไปเสริมหรือทดแทนครูใหญ่/ครูพี่เลี้ยงที่ไม่เหมาะที่จะพัฒนาเด็กเล็กให้ฉลาดได้อย่างแท้จริง
       
       ถ้าภาครัฐยังหน่อมแน้มไม่ตระหนักไม่สนใจปัญหานี้ มูลนิธิเอกชนที่พอมีสติปัญญาและพอหาเงินได้หลายแห่งน่าจะมาระดมกำลังช่วยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจังแทนที่จะทำหลายเรื่องอย่างละนิดอย่างละหน่อย ภาคธุรกิจเอกชน ภาคสังคมประชา ประชาชนในชุมชนก็ควรจะช่วยกันคิด ช่วยกันระดมทุน และกำลังสมองที่ไปช่วยพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยขนาดเล็กในชนบทและในชุมชนแออัดในเมืองให้จัดการศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างสอดคล้องกับการทำงานของสมองเด็กวัยนี้ ถ้าตั้งมูลนิธิเพื่อการนี้โดยเฉพาะได้ก็จะดีมาก เพราะถ้าทำทั้งประเทศก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้สติปัญญาและงบประมาณมากพอสมควร
       
       นี่คือ การแสดงความรักชาติที่จะมีผลในการสร้างพลเมืองที่ฉลาดมากกว่าการทำกิจกรรมอื่นใด เด็กที่ฉลาดมีโอกาสพัฒนาเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบได้มากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยฉลาด ดังนั้น ขอเรียกร้องให้เศรษฐี, คนรวย คนชั้นกลางที่ชอบบริจาค สร้างวัด สร้างอุโบสถให้หันมาช่วยบริจาคหรือจัดตั้งมูลนิธิที่มุ่งพัฒนาเด็กไทยให้ฉลาดเพิ่มขึ้น จะได้ทั้งประโยชน์และบุญที่เห็นได้เฉพาะหน้าในชาตินี้ได้มากกว่า ผู้เกษียณอายุที่มีความรู้ประสบการณ์คนชั้นกลางที่มีจิตสำนึกและมีเวลาน่าจะอาสาสมัครไปช่วยกันพัฒนาเด็กเล็กและเด็กประถมของไทยให้ฉลาดขึ้น เราถึงจะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไทยให้เข้มแข็งขึ้นได้อย่างแท้จริง



    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน