เรื่องของน้ำมัน


ดีเซล : นายกฯทักษิณ เข้าใจถูกครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งถูกหลอก

*โสภณ สุภาพงษ์* สมาชิกวุฒิสภา กทม.

"ที่ผมขอให้ตรวจเอาเงินของประชาชนคืนนั้นหมายถึงจากสต๊อคสำรองน้ำมันปกติ ไม่ใช่ตามที่สำนักนโยบายฯเฉไฉไปพูดเรื่องกักตุน ว่าไม่มี ผมไม่ได้พูดเรื่องกักตุน"



ท่านนายกฯ ทราบไหมว่าท่านถูกหลอกให้เข้าใจผิด

และเจ้าหน้าที่รัฐของเราดูแลพ่อค้า แต่ไม่ดูแลชาวบ้าน

ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องเงินกองทุนชดเชยน้ำมันดีเซลของประชาชนจำนวนประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่ควรตามคืนจากการขึ้นราคาน้ำมันว่า

"สมมุติเอาสำรองมาขาย ตอนนั้นไปซื้อมา 15 บาท ขายไป 18 บาท ก็ได้กำไร 3 บาท แต่วันที่ไปซื้อมาเติมใหม่ก็ต้องซื้อ 18 บาท มาเติมมันไม่ได้กำไรอะไร"

และ "ถังน้ำมันที่เก็บในประเทศมันจุได้แค่ 1 พันล้านกว่าลิตร"

นายกฯทักษิณเข้าใจถูกครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งถูกทำให้เข้าใจผิด จากเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ค้าน้ำมันหรือคนสำคัญบางคน

การที่ประชาชนที่ใช้ดีเซล จ่ายเงินชดเชยให้บริษัทน้ำมัน ก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2548 เป็นจำนวน 6 บาทต่อลิตร จนประชาชนเป็นหนี้ 75,000 ล้านบาทนั้น ก็เพื่อให้บริษัทนำน้ำมันมาขายให้ในราคา 15 บาทต่อลิตร(โดยประชาชนเป็นหนี้กองทุน ไว้อีกลิตรละ 6 บาท) ดังนั้น เมื่อรัฐบาลให้บริษัทน้ำมันขายได้ในราคา 18 บาทต่อลิตร บริษัทจึงได้กำไรเพิ่มฟรีอีก 3 บาทต่อลิตร จึงต้องคืนเงินชดเชยกองทุนให้ประชาชน 3 บาทต่อลิตร ดังนั้น ความเข้าใจของนายกฯในเรื่องบริษัทได้กำไรเพิ่ม 3 บาทจึงถูกต้อง

แต่การที่คนของนายกฯให้ข้อมูลนายกฯว่า ต้องซื้อน้ำมันเข้ามาในสต๊อคใหม่แทนในราคาลิตรละ 18 บาท ทำให้ขาดทุน 3 บาทนั้นไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทมีทรัพย์สินใหม่ราคา 18 บาท และเมื่อขายออกไปเช่นเดียวกับลิตรก่อนหน้านั้น ก็จะได้เงิน 18 บาท จึงไม่มีอะไรต้องขาดทุน(นอกจากว่าบริษัทต้องการเลี่ยงภาษีเงินได้ก็จะไปลงบัญชีให้ราคาถูกลงไว้ก่อน) และในความจริงน้ำมันจะถูกขายออก และมีน้ำมันลิตรใหม่มาแทนที่ตลอดเวลา ไม่มีน้ำมันใดอยู่นิ่งในสต๊อค

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีเงินในกระเป๋า 15 บาท แล้วนำไปขายได้ 18 บาท เราก็ได้กำไรเปล่าๆ เพิ่มขึ้น 3 บาท แล้วเราเอาเงินใหม่ 18 บาท ใส่กระเป๋าเรา เงินใหม่ในกระเป๋าเราก็ยังคงเป็นของเรา 18 บาท เราเอาไปขายก็ได้ 18 บาท ไม่มีอะไรจะขาดทุนใหม่

และการที่ท่านนายกฯได้รับรายงานว่า น้ำมันดีเซลในราคา 15 บาทนั้น มีปริมาณ 1,100 ล้านลิตร ท่านนายกฯควรสั่งให้คืนเงินกำไรส่วนเกินลิตรละ 3 บาท ให้ประชาชน 3,300 ล้านบาทนั้นมาก่อน ที่เหลือก็ตามไปดูว่ามีซ่อนไว้ที่ไหนอีกหรือไม่ ถ้ามีควรเอาเงินชดเชยของประชาชนมาคืนประชาชนให้หมด

รัฐมนตรีไม่ควรโต้เถียงปกป้องบริษัทน้ำมันว่าสต๊อคที่มีนั้น มีไม่ถึง 6,000 ล้านบาท ถ้าพบ 3,300 ล้านบาท ก็ต้องคืน หรือถ้าพบ 8,000 ล้านบาท ก็ต้องคืน หนึ่งบาทก็ต้องคืน รัฐมนตรีไม่ควรเสียเวลาโต้เถียงว่า ช้างของประชาชนที่ถูกขโมยไปนั้น อ้วนหรือผอม ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมขนาดไหน ควรนำช้างมาคืนประชาชน ของที่ถูกขโมยไปนั้นมีขนาดเท่าช้างไม่ใช่ขนาดเท่ามด

ท่านนายกฯได้รับทราบจากกระทรวงฯไหมว่า ตัวเลขสต๊อคน้ำมัน 1,100 ล้านลิตร และที่แสดงของ 6 บริษัทนั้น ไม่ใช่สต๊อคดีเซลทั้งหมดที่มีของประเทศไทย เพราะข้อมูลของกระทรวงพลังงานกรมธุรกิจพลังงาน บอกชัดเจนว่า ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 มีทั้งหมด 30 บริษัท และผู้ค้ามาตรา 10 อีก 111 บริษัท ไม่ใช่มีแค่ 6 บริษัท นอกจากนั้นยังมีสต๊อคที่ปั๊มน้ำมันอีก 18,947 แห่ง ในคลังน้ำมันจ๊อบเบอร์(ผู้ค่าส่ง) อีก 40-50 ราย และยังสต๊อคอยู่บนรถบรรทุกน้ำมันอีกหลายพันคัน ซึ่งในสมัยก่อนเช็คได้ทั้งสิ้น

ท่านนายกฯได้รับทราบไหมครับว่า การเช็คสต๊อคน้ำมันจะทำให้ไม่มีการกักการขายน้ำมันเพราะว่าไม่ว่าขายก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2548 จะได้ 15 บาท ถ้าขายหลังขึ้นราคา จะได้ 15 บาท เพราะจะถูกเก็บคืน 3 บาท จึงไม่มีประโยชน์จะกัก จะไม่เกิดน้ำมันหมดให้โกลาหลเช่นที่ผ่านมา

ท่านนายกฯควรถามรัฐมนตรีคำเดียวว่า ประเทศไทยมีสต๊อคน้ำมันดีเซลทั้งหมดเท่าไร อย่าให้เจ้าหน้าที่บอกเป็นส่วนๆ ไม่ครบ ต้องมีเกินกว่าที่เคยรายงานแน่นอน

ท่านนายกฯได้รับทราบไหมว่า ตัวเลขถังน้ำมันทุกชนิดทั้งหมดในประเทศมีมากกว่า 5,000 ล้านลิตรมาก แต่มั่นใจไหมว่า ถังที่ไม่รายงานไว้นั้น ใส่น้ำมันดีเซลไว้รึเปล่า เพราะน้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันชนิดที่ได้เงินชดเชยจากประชาชนลิตรละ 6 บาท ยิ่งเก็บมาก ยิ่งได้เงินมาก ท่านทราบไหมว่ามีการเร่งขนน้ำมันออกจากโรงกลั่นก่อนวันที่ 22 มีนาคม 2548 เพื่อได้เงินของประชาชน 6 บาท แทนที่จะได้ 3 บาท หลังจากนั้น

ที่ผมขอให้ตรวจเอาเงินของประชาชนคืนนั้นหมายถึงจากสต๊อคสำรองน้ำมันปกติ ไม่ใช่ตามที่สำนักนโยบายฯเฉไฉไปพูดเรื่องกักตุน ว่าไม่มี ผมไม่ได้พูดเรื่องกักตุน

แต่ท่านนายกฯได้รับรายงานไหมว่า คนสำคัญที่ขนเอาเงินชดเชยของประชาชนไปมากกว่า 180 ล้านบาท โดยขนน้ำมันไปกักตุนจนน้ำมัน ปตท. ลดหายไป 60 ล้านลิตร คือใคร

ท่านนายกฯไม่ควรถูกทำให้เข้าใจผิดโดยสำนักนโยบายฯบอกว่า ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว ทั้งที่ความจริงได้มีการกำหนดเอาเงินประชาชนชดเชย ลิตรละ 3-6 บาทได้มีการกำหนดราคาควบคุม 15 บาทต่อลิตร แล้วเปลี่ยนเป็น 18 บาท จะเป็นระบบลอยตัวได้อย่างไร

ท่านนายกฯคงจำได้ถึงประสบการณ์ที่ได้รับข้อมูลไฟฟ้าและราคาที่ไม่เป็นจริง เรื่องไฟฟ้าหินกรูดบ่อนอก จากสำนักงานนโยบายพลังงานฯและหน่วยราชการ ที่ทำให้ประชาชนเสียเปรียบเป็นแสนล้านบาท ซึ่งเมื่อท่านนายกฯได้ทราบข้อมูลจริงจากภายนอก จึงให้เลิกโครงการเพราะมีค่าโง่จำนวนมาก คราวนี้ก็จะเกิดเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้รัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล

การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นลูกน้องรัฐมนตรี จะไม่พบความจริง และไม่ได้รับความเชื่อถือควรตั้งคุณปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หรืออดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นประธาน มีคุณสาลี อ๋องสมหวัง มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค คุณวีระ สมความคิด คุณต่อตระกูล ยมนาค เป็นกรรมการตรวจสอบ จะเป็นที่เชื่อถือ และได้ความจริงเพื่อแก้ไขมากกว่า

ถ้าเจ้าหน้าที่ยังดูแลประชาชนเช่นสมัยก่อน ก็ยังสามารถแก้ไขได้

ท่านนายกฯมีอำนาจของประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน ตามกฎหมายที่จะเรียกเงินชดเชยของประชาชนคืนครับ........

หน้า 2

โดย.. ตาฟ้า 202.12.73.11   


 

 ความคิดเห็นที่ 1

29 มี.ค.2548  เวลา 16:44 น.
โดย.. บก.ตั้ม 203.146.83.76  
นึกอยู่แล้วครับ ว่าหลังเลือกตั้ง ต้องขึ้นแน่นอน

 ความคิดเห็นที่ 2

30 มี.ค.2548  เวลา 13:37 น.
โดย.. เจ้าชาย 202.129.50.34  
คนฉลาดต้องแกล้งโง่

 ความคิดเห็นที่ 3

5 เม.ย.2548  เวลา 09:05 น.
โดย.. ดำ ลิบง 203.121.131.34  
เคล็ดลับการเติมน้ำมันให้ได้กำไรสูงสุด


เคล็ดลับการเติมน้ำมันให้ได้กำไรสูงสุด

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อคุณลองเอารถไปเติมน้ำมัน ช่วงเวลาระหว่าง ตี 4 ถึง 7 โมงเช้าซิ แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าคุณจะเติมน้ำมันบ่อยน้ำลง เพราะมันเป็นหลักการทาง วิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่น้ำมันมีอุณหภูมิต่ำที่สุด ซึ่งมีผลให้มีความหนาแน่นมากที่สุดเช่นกัน ดั้งนั้นเมื่อคุณเติมน้ำมันช่วงเวลาดังกล่าว จำนวนเงินเท่าเดิมแต่คุณจะได้น้ำมันเพิ่มขึ้นเองอัตโนมัติเฉลี่ยถึง 1.5-2 ลิตร พอดีเพื่อนญี่ปุ่นขอเค้าอ่านเจอในนิตยสารที่ญี่ปุ่น เลยส่ง Mail บอกมาโดยในนั้นจะบอกถึงช่วงเวลาเติมน้ำมันที่ดีที่สุดของประเทศในเอเชีย โดยเมืองไทยคือช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ส่วนช่วงที่เติมน้ำมันแล้วขาดทุนที่สุด คือ 11 โมงถึง 5 โมงเย็น
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์
1. การเติมน้ำมันมีหน่วยวัดเป็นลิตรซึ่งเป็นหน่วยของปริมาตร
2. อุณหภูมิแปรผันตรงกับปริมาตร (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความหนาแน่นนั่นเอง)
อุณหภูมิยิ่งสูงปริมาตร (ความหนาแน่น) ก็จะยิ่งสูงตามแต่ปริมาตรคงที่ ดังนั้นหมายความว่า น้ำมัน 1 ลิตรที่อุณหภูมิ 25 C (ช่วงตี 4 -7 โมงเช้า) อาจมีน้ำหนัก 0.8792 ก.ก. แต่น้ำมัน 1 ลิตรที่อุณหภูมิ 33 C (ช่วง 11 โมงเช้า – 5 โมงเย็น) อาจมีน้ำหนักแค่ 0.7956 ก.ก. สมมุติว่าคุณเติมน้ำมันครั้งละประมาณ 20 ลิตร ในช่วงตี 4 - 7 โมงเช้า คุณจะได้น้ำมันทั้งหมด 0.8792 x 20 = 17.584 ก.ก. ในช่วง 11 โมงเช้า – 5 โมงเย็น คุณจะได้น้ำมันทั้งหมด 0.7956 x 20 = 15.912 ก.ก. ต่างกันอยู่ (17.584-15.912 = 1.672 ก.ก.)




 ความคิดเห็นที่ 4

5 เม.ย.2548  เวลา 15:18 น.
โดย.. คดท. 203.149.16.12  
น่าจะจริงนา........


    2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน