๐ ข้อมูลจังหวัดตรัง
 ๐ ข้อมูลท่องเที่ยวตรัง
  ๐ เกี่ยวกับตรังโซน
  ๐ เพื่อนบ้าน

      สกู๊ปเมืองตรัง
จำนวนผู้อ่าน 1 คน

เรื่องน่าเสียดาย ที่ "พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ"

 
ปัจจุบันของพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯที่เป็นอาคารไม้ 2 ชั้นมีสภาพที่ทรุดโทรมเนื่องจากว่าขาดเจ้าภาพที่จะมาดูแลอย่างจริงจัง
       "สวัสดีค่ะ หนูชื่อปัทมา เพียงดี ณ ที่พวกเรายืนอยู่ตรงนี้เคยเป็นบ้านพักของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง อดีตเจ้าเมืองตรัง ก่อนที่จะเข้าไปชมภายใน เรามารู้จักกับประวัติย่อๆของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯกันก่อนคะ"
       
       หลังจากที่น้องปัทมา ไกด์รุ่นเยาว์จากโรงเรียนกันตังพิทยากร กล่าวแนะนำตัวเอง เธอก็เล่าถึงประวัติและความสำคัญของพระยารัษฎาฯที่มีต่อเมืองตรังและภาคใต้อย่างคล่องแคล่วชัดเจนบริเวณหน้าประตูทางเข้าบ้านพักของท่าน ที่ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ภัณฑ์พระยารัษฎาฯ เป็นการอุ่นเครื่องก่อนเข้าชมภายในต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยมีผมเป็นหนึ่งในนั้น
       
       สำหรับพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง ชื่อนี้ชาวตรังรู้จักกันดี เพราะว่าท่านนับเป็นพ่อเมืองนักพัฒนาที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลซึ่งนำความเจริญต่างๆมาสู่เมืองตรังมากมาย โดยหลังจากที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้พระยารัษฎาฯมาเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง
       
       สมัยนั้นตรังเป็นหัวเมืองของนครศรีธรรมราช มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ ตำบลควนธานี ครั้นพระยารัษฎาฯมาปกครองเมืองตรัง เห็นว่าควนธานีมีชัยภูมิไม่เหมาะแก่การเป็นเมืองท่าเรือและเมืองแห่งการทำมาค้าขายจึงได้ย้ายเมืองไปตั้งที่กันตัง ในปี พ.ศ. 2436
       
       และนั่นก็คือยุคที่เมืองตรังเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เนื่องจากว่าพระยารัษฎาฯ ได้วางรากฐานการเป็นเมืองท่าและเมืองค้าขายของกันตังไว้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น การตัดถนนสายตรัง-พัทลุงผ่านเขาพับผ้า การเปิดเส้นทางการค้าฝั่งอันดามันสู่สากลโดยการสร้างทางรถไฟสายตรัง-กันตัง ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฝั่งอันดามันสายแรกและสายเดียวของเมืองไทย นอกจากนี้ท่านยังสร้างท่าเรือน้ำลึกกันตังเพื่อเชื่อมการคมนาคมทางน้ำ ทางถนน และทางรถไฟเข้าด้วยกัน
       
       สำหรับอีกหนึ่งผลงานที่นับว่ามีความสำคัญมากๆต่อเมืองไทยก็คือ พระยารัษฎาฯ ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น?บิดายางพาราแห่งเมืองไทย? ซึ่งแรกเริ่มเดิมที่ก็ผมเข้าใจตามเอกสารราชการและเอกสารท่องเที่ยวจังหวัดตรังว่าพระยารัษฎาฯเป็นผู้นำยางพาราจากมาเลเซียมาปลูกต้นแรกในเมืองไทยที่กันตัง แต่ว่าจากการได้พูดคุยกับผู้รู้และอ่านหนังสือเพิ่มเติม ก็ได้รับความกระจ่างว่าพระยารัษฎาฯเป็นผู้ที่มีแนวคิดที่จะนำยางพารามาปลูกในเมืองไทยหลังจากที่เดินทางไปเห็นสวนยางที่มลายู แต่ว่าสมัยนั้นเจ้าของสวนยางส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งและจะหวงมากไม่ยอมให้ใครนำยางพาราออกมาจากสวนได้ง่ายๆ
       
       จนใน พ.ศ. 2444 พระสถลสถานพิทักษ์(คออยู่เกียด ณ ระนอง) หลานของพระยารัษฎาฯได้เดินทางไปอินโดนีเซีย และมีโอกาสนำกล้ายางออกมาได้ โดยการหุ้มรากด้วยสำลีชุบน้ำ แล้วหุ้มทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนที่จะบรรจุใส่ลังไม้ฉำฉา จากนั้นพระยาสถลฯก็รีบนั่งเรือกลไฟกลับเมืองไทยทันที โดยกล้ายางที่พระยาสถลฯนำกลับเมืองไทยมีจำนวน 4 ลังด้วยกันและนำมาปลูกไว้ที่บริเวณหน้าบ้านพักที่กันตัง ซึ่งพระยาสถลฯนับเป็นเจ้าของสวนยางพาราคนแรกแห่งเมืองไทย
       
       และนั่นก็คือจุดกำเนิดของยางพาราในเมืองไทย ที่ปัจจุบันที่ อ.กันตัง ณ ริมถนนสายตรัง-กันตัง มียางพาราต้นแรกในเมืองไทยตั้งโดดเด่นเป็นหนึ่งในจุดแวะถ่ายรูปที่สำคัญของอำเภอนี้ ซึ่งผู้รู้บางท่านก็บอกว่าต้นยางต้นนี้น่าจะไม่ใช่ต้นยางที่พระยาสถลฯนำมาปลูกในเมืองไทย แต่น่าจะเป็นหนึ่งในต้นยางจากสวนแรกมากกว่า
       
       ส่วนพระยารัษฎาฯที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดายางพาราแห่งเมืองไทยก็เพราะว่าท่านได้เป็นผู้พัฒนากิจการและส่งเสริมการปลูกยางพาราให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ซึ่งท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า
       
       "ความร่ำรวยในอาชีพด้านการเกษตรนั้น คือ ความร่ำรวยของประชาชนโดยทั่วๆไป และนั่นก็คือความมั่นคงของชาติอันเป็นส่วนรวม"
       

       เห็นวิสัยทัศน์ของพระยารัษฎาฯแล้วรู้สึกว่าช่างแตกต่างกับผู้นำซีอีโอบ้านเราที่มองว่า ความร่ำรวยของประชาชนโดยทั่วไป ก็คือความมั่งคงของบริษัทมือถือ(ฮา)
       
       สำหรับคนตรังเมื่อซาบซึ้งในคุณความดีของพระยารัษฎาฯ ต่างพากันยกให้ตรังเป็น เมืองพระยารัษฎาฯ โดยได้สร้างอนุสาวรีย์พระยารัษฎาฯไว้ที่สวนสาธารณะกลางเมืองใกล้ๆกับศาลากลางจังหวัด เพื่อให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้เข้าไปเคารพสักการะ ส่วนใครที่อยากรับรู้ประวัติ ผลงาน และชีวิตความเป็นอยู่ของท่านก็ต้องไปที่พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ แห่ง อ.กันตัง ที่เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น อดีตบ้านของพระยารัษฎาฯ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณค่อนข้างร่มรื่น
       
       ซึ่งหากติดต่อทางพิพิธภัณฑ์ฯไปก่อนและไปเป็นหมู่คณะก็จะมีเหล่าไกด์รุ่นเยาว์จากโรงเรียนกันตังพิทยากรนำชม ภายในมีการจัดแสดงแบบเรียบง่าย มีการแบ่งเป็นห้องต่างๆเช่น ห้องโถง ห้องทำงาน ห้องนอน นอกจากนี้ก็ยังมีหุ่นขี้ผึ้งของพระยารัษฎาฯ มีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของท่านจัดแสดงไว้ รวมถึงรูปภาพต่างๆของพระยารัษฎาฯ
       
       แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเข้าชมพิพิธภัณฑ์หากอยากให้ได้อรรถรสก็ต้องเหล่าไกด์รุ่นเยาว์นำชม ซึ่งก็จะได้ทั้งความรู้ และความน่ารักใสซื่อที่ไกด์รุ่นเยาว์เล่าถึงประวัติ ผลงงาน และคุณความดีของพระยารัษฎาฯ ให้นักท่องเที่ยวฟังในบรรยากาศที่เป็นกันเอง
       สำหรับผมเมื่อเดินชมภายในพิพิธภัณฑ์โดยมีไกด์รุ่นเยาว์นำชมแล้วก็รู้สึกว่าเพลิดเพลินและได้ความรู้ดี แต่ว่างานนี้ก็มีสิ่งกวนใจอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ ความทรุดโทรมของอาคารพิพิธภัณฑ์ที่แม้ในช่วงเวลาสั้นๆที่เดินชม ก็สามารถเห็นได้หลายอย่าง อาทิ บันไดหลังที่ปิดไว้ไม่ให้ขึ้นเพราะถ้าขึ้นไปพังแน่นอน พื้นชั้นบนที่เดินแล้วลั่นเอี๊ยดอ๊าดมีทั้งไม้ผุและรอยเปลี่ยนแผ่นไม้กระดานในบางจุด ส่วนบริเวณที่เคยเป็นครัวนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้าง และที่น่าเห็นใจก็คือเมื่อน้องไกด์คนหนึ่งเฮอธิบายถึงหน้าต่างบานเกล็ดสมัยก่อนที่มีแกนหมุนปรับมุมรับแสงได้ แต่ว่าไม่สามารถหมุนให้ดูได้เพราะว่าหน้าต่างบานนี้เจ๊งแล้ว
       
       ฟังแล้วเกิดอาการหัวร่อไม่ได้ร่ำไห้ไม่ถูกจริงๆ และเมื่อไถ่ถามว่าทำไมสถานที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของเมืองตรังจึงถูกละเลยเช่นนี้ ผมก็ได้รับคำตอบที่คาดเดาได้ว่า ?เพราะขาดงบประมาณ? เนื่องจากว่าบ้านหลังนี้เป็นของเอกชนที่ยกให้เป็นทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ทางราชการเลยไม่สามารถมีงบสนับสนุนให้ได้ ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่มีอายุประมาณ 80 ปี มีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
       
       ?พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ ปัจจุบันถือว่าอยู่ในสภาพที่ซังกะตาย เพราะว่าไม่มีเจ้าภาพที่เข้ามาดูแลอย่างแท้จริง ไม่เหมือนสมัยที่เปิดใหม่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เนื่องจากทางราชการเขาก็บอกว่าพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในที่ของเอกชนราชการไม่สามารถจัดงบมาให้ได้ ส่วนเอกชนก็บอกว่างานพิพิธภัณฑ์เป็นหน้าที่ของราชการที่ต้องเผยแพร่ความรู้ให้คนทั่วไปได้รับรู้ เรียกว่าต่างคนต่างโยนกันไปมาเลยเกิดความลักลั่นกันขึ้น ทุกวันนี้โรงเรียนกันตังพิทยากรจึงเข้าไปดูแล ส่วนงบประมาณที่จัดให้พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯนั้นมีแค่คนดูแลทำความสะอาดเท่านั้น ซึ่งงบนี้กว่าจะขอได้ก็ยากลำบากเหมือนกัน?
       
       อาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งไกด์รุ่นเยาว์มาให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯอธิบายให้ผมฟัง พร้อมกับเล่าต่อว่า
       
       "ทุกวันนี้สามารถพูดได้เลยว่าเด็กๆพวกนี้(ที่เป็นไกด์รุ่นเยาว์)มีส่วนสำคัญในการช่วยดูแลพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ และช่วยประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งเด็กทุกคนล้วนทำด้วยใจเพราะพวกเขาต่างก็นับถือพระยารัษฎาฯ และเห็นว่าท่านมีคุณูประการใหญ่หลวงต่อเมืองตรัง เมื่อมีโอกาสจึงตอบแทนท่าน เพราะถ้าไม่มีพระยารัษฎาฯก็จะไม่มีตรังในวันนี้"
       
       ผมฟังอาจารย์ท่านนั้นเล่าและเห็นสิ่งที่เด็กๆทำแล้วก็อดเลื่อมใสไม่ได้ นอกจากนี้ผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าไม่มีพระยารัษฎาฯก็จะไม่มีตรังในวันนี้ และบางทีอาจจะไม่มีนามสกุลดังๆแห่งเมืองตรังอย่าง หลีกภัย โตทับเที่ยง สุระบาล วงศ์หนองเตย และกู้สุจริต เช่นในทุกวันนี้ก็เป็นได้ 
       
       

*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *       
       พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 1 ถนน ค่ายพิทักษ์ ต.กันตัง อ.กันตัง อยู่หลังสำนักงานเทศบาลเมืองกันตัง ห่างจากท่าแพขนานยนต์ เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น เป็นอดีตจวนเจ้าเมืองเก่าที่ดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ ใน พ.ศ.2533 ปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรม ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระยารัษฎาฯ ซึ่งหากเวลาทำการ เปิดอังคาร - อาทิตย์ 9:00 - 16:00 น. ปิดวันจันทร์ โดยไม่เก็บค่าเข้าชม แล้วแต่จะบริจาค หากเข้าชมเป็นหมู่คณะและต้องการให้ไกด์รุ่นเยาว์นำชมสามารถติดต่อได้ที่ โรงเรียนกันตังพิทยากร โทร.0-7525-1100

ที่มา : http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000030617



    อยาทราบว่าพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ สร้างขึ้นเมื่อไหร่ และมีอายุกี่ปี ถ้าเพื่อนๆทราบก็ช่วยกลับมาหน่อยนะค่ะจะเอาไปทำเป็นารยงานส่งอาจารย์อ่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ
 โดย... ฝ้าย ผู้น่ารัก...
24 พฤศจิกายน 2549 ลบความคิดเห็น 

แสดงความคิดเห็น
ข้อความ* :  
โดย* :
 

กรุณากรอกข้อความในภาพที่ท่านเห็นด้านบน
 
 
 

  2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน 08-6397-2702