๐ ข้อมูลจังหวัดตรัง
 ๐ ข้อมูลท่องเที่ยวตรัง
  ๐ เกี่ยวกับตรังโซน
  ๐ เพื่อนบ้าน

      สกู๊ปเมืองตรัง
จำนวนผู้อ่าน 1 คน

มุ่งไปเที่ยว ทะเลตรัง....

คอลัมน์ บันทึกเดินทาง  นสพ.มติชน
โดย วัชพล รักษศรี

สองสามปีมานี้ การเดินทางไปท่องเที่ยวแถวภาคใต้ของไทย มักจะตกไปอยู่ลำดับท้ายๆ การตัดสินใจของบรรดานักท่องเที่ยวคนไทยทั้งหลาย ไม่ใช่ต่างชาติ

เหตุผลดูเหมือนจะมีมากกว่าหนึ่ง นั่นคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินจากสถานการณ์ภาคใต้ และภัยธรรมชาติ

แม้ว่าสถานการณ์ที่กล่าวถึงจะเกิดในชายแดนใต้สุดของประเทศก็ตาม แต่ก็ทำลายขวัญของนักท่องเที่ยวได้เช่นกันในทุกครั้งที่มีข่าวระเบิด หรือผู้คนถูกยิงเสียชีวิต

จะอย่างไรเสีย ภาคใต้ยังมีเรื่องราวและความสวยงามรอคอยนักท่องเที่ยวให้ไปเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ *จังหวัดตรัง* เมืองโบราณถิ่นกำเนิดต้นยางพารา

ทั้งนี้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ *เทศบาลนครตรัง*  *โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา*  และ *บริษัทนิวทริป ทราเวล*  เพิ่งจะคว้า 3 รางวัลกินรี จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 6 ประจำปี 2549 มาหมาดๆ

เพื่อพิสูจน์ว่าตรังยังน่าเที่ยวและสวยงาม สามหน่วยงานข้างต้นจึงจัดโปรแกรมพาสื่อมวลชนเที่ยวตรัง

ทุกอย่างเริ่มต้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ ล้อหัวรถจักรขยับเขยื้อนออกจากสถานีเวลาราวๆ ห้าโมงเย็น สื่อมวลชนไปกันหลายคน แต่ละคนบอกถึงความต้องการไปตรัง ซึ่งก็ไม่พ้นจากที่ว่ามาคือ ตรังยังน่าเที่ยวและสวยงาม

ใครอย่านึกว่าเดินทางโดยรถไฟแล้วจะกร่อย หงอยเหงา นอนหง่าวรอจุดหมายปลายทางอย่างเดียว เพราะบนรถไฟนั้นมีของกินมาขายตลอด จนไม่รู้จะเลือกกินอะไรดี สุดท้ายกลายเป็นว่ากินตลอดทั้งคืน ไม่ได้นอนเลยทีเดียว

เพราะเป็นช่วงกลางคืน ภายนอกตู้รถม้าเหล็กจึงมองไม่เห็นอะไร นอกจากท้องฟ้าสีดำและดาวดวงเล็กๆ อยู่ไกลลิบ แต่พอพ้นตัวเมืองออกสู่ชนบท กลางป่า ดาวบนท้องฟ้ากลับกระจ่างสว่างไสวและมากมายเสียจนคิดว่าเป็นภาพลวงตา

รถไฟถึงจุดหมายที่จังหวัดตรังประมาณแปดโมงเช้า ทุกคนได้ซึมซับบรรยากาศแรกของเมืองอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ด้วยการถูกพาไปกินอาหารเช้าแบบคนตรังที่ร้านกาแฟในเมือง ถึงแม้จะกินมาตลอดทั้งคืน แต่ไม่วายต้องหยิบใส่ปากอีก เพราะของกินล้วนอร่อยทั้งนั้น ขนมจีบ จาก๋วย (ปาท่องโก๋) และที่ขาดไม่ได้ คือ หมูย่างเมืองตรัง และกาแฟโบราณใส่นม

เสร็จสิ้นการกินขึ้นรถสู่ที่พักที่โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ก่อนจะตั้งตัวเตรียมใจตะลุยเมืองตรังกันให้ฉ่ำปอด

ทุกคนใช้เวลาจัดการธุระส่วนตัวเก็บข้าวของไม่นานนักก็เดินทางไปจุดแรก สถานีรถไฟกันตัง สถานีรถไฟแห่งเดียวฝั่งอันดามัน

สิ่งสะดุดตาคือสีเหลืองสลับเทาซึ่งเป็นอาคารสถานีรถไฟ มองไกลๆ ตัดกับสีเขียวของทุ่งนากว้างใหญ่ เหมือนฉากในหนังไทยโบราณ สถานีรถไฟกันตังยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมอันงดงาม อ่อนช้อย ตัวอาคารเป็นไม้ชั้นเดียว ทรงปั้นหยา แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ด้านหน้ามีมุขยื่นออกมา ตกแต่งมุมเสาด้วยลวดลายไม้ฉลุ ดูอ่อนช้อยสวยงามมาก ปัจจุบันอยู่ในช่วงกำลังบูรณะซ่อมแซม

สิ่งที่น่าสนใจคู่กับสถานีรถไฟกันตัง คือ ที่กลับหัวรถจักรโบราณ ซึ่งเป็นโครงเหล็กมีขนาดใหญ่มาก เนื่องจากสถานีรถไฟกันตังเป็นสถานีปลายทาง ไม่มีไปต่อที่ไหน ที่นี่จึงต้องมีที่กลับหัวรถจักร โดยการนำหัวรถจักรเข้าไปที่จุดกลับหัวแล้วกลับหัวรถจักร โดยการหมุนแท่นให้หัวรถจักรกลับมาอีกด้านหนึ่ง ดูแล้วน่าทึ่งจริงๆ ปัจจุบันที่กลับหัวรถจักรไม่สามารถใช้งานได้แล้ว แต่ยังคงเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น

จากสถานีรถไฟกันตัง เดินทางไปต่อที่ "หาดหยงหลิง" ช่วงที่ไปถึงเป็นเวลาที่น้ำลงพอดี จึงเห็นหาดทรายกว้างไกสุดลูกหูลูกตา โค้งขนานไปกับทะเลและดงสน

   ที่สุดชายหาดเป็นเขาสูงมีเวิ้งและโพรงถ้ำ สามารถลอดออกไปสู่หน้าผาริมทะเล เป็น "อันซีน" ของที่นี่จริงๆ

ถ้ำที่เห็นนั้นเป็นถ้ำหินปูน มีไม้เลื้อยไต่ยอดขึ้นไปตามก้อนหินและผนังถ้ำ ที่ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันสำหรับถ้ำเกือบทุกแห่ง คือเป็นที่อยู่อาศัยของลิงมากมาย บางครั้งเหล่าทโมนพวกนี้จะวิ่งไปเล่นที่ริมหาด แล้วไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ดูตลกขบขัน เรียกเสียงหัวเราะจากผู้มาเยือนได้อย่างดี

แต่ถ้าใครไม่ระวังเจ้าลิงพวกนี้จะเข้าไปแย่งคว้าของกินที่ถืออยู่... คราวนี้ลิงจะแห่ลงมากันทั้งฝูงทีเดียว

ทรายของหาดหยงหลิง ขาวเนียนละเอียด ที่แห่งนี้จึงเหมาะแก่การเล่นน้ำและพักผ่อน ลมเอื่อยๆ พัดปลายต้นสนไหวเอน สร้างความเพลิดเพลินจนไม่อยากจะจากไปไหน บริเวณหาดหยงหลิงยังสามารถกางเต็นท์ค้างคืนได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานคอยอำนวยความสะดวกตลอดเวลา

ตรังเป็นเมืองชายทะเล จึงมีหาดหลายแห่ง นอกจากหยงหลิงแล้ว มี *หาดปากเมง* ที่ต้องนั่งรถต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง เป็นหาดที่สวยงาม เงียบสงบ น่าเที่ยวอีกแห่ง มีหมู่บ้านชาวเลอาศัยอยู่แถวนั้นด้วย

ชายหาดของหาดปากเมง โค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยวทอดไปตามแนวทะเล เกลียวคลื่นไล่เรียงเข้าหาฝั่งอย่างเริงรื่น ราวกับลูกระนาด เมื่อทอดสายตาไกลออกไป โขดเขาใหญ่กลางน้ำรูปร่างคล้ายคนนอนหงาย ทอดตัวยาวไปทางด้านเหนือ ชาวบ้านเรียก "เขาเมง" หรือ "เกาะเมง" เป็นสัญลักษณ์ประจำหาดนี้ ยิ่งเมื่อน้ำลดสามารถมองเห็นชายหาดกว้างขวาง มีปูลมวิ่งเต็มไปหมด

ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ที่หาดปากเมงจะมี *เทศกาลอนุรักษ์หอยตะเภา* เป็นเทศกาลที่มุ่งส่งเสริมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหอยตะเภา ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก

บริเวณหาดปากเมงมีท่าเรือปากเมง ที่มีสะพานท่าเทียบเรือยื่นลงไปในทะเลและมีเรือบริการไปเกาะไหงและเกาะต่างๆ ในบริเวณนั้น

ที่นี่ยังมีกิจกรรมทางน้ำให้เล่นมากมาย พายเรือคะยัค เจ๊ตสกี บานาน่าโบ๊ท เป็นต้น

หาดทรายของจังหวัดตรังล้วนแต่กว้างไกล และทรายละเอียดขาว สมกับที่พูดกันว่า ไม่มีหาดทรายที่ไหนสวยเท่าหาดเมืองไทย จนชื่อเสียงก้องไปทั่วโลก

ตรัง กับกระบี่มีแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ไม่ห่างไกลกันนัก ไม่ว่าใครจะอยู่กระบี่ หรืออยู่ที่ตรัง ก็สามารถไปเที่ยวได้ นั่นคือ "สระมรกต" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน พวกเราได้เที่ยวสระมรกตเป็นการแถมท้าย

การไปสระมรกต ต้องเดินเท้าเข้าไปเพราะรถเข้าไม่ได้ และไม่สามารถนำอาหารเข้าไปรับประทานได้ เนื่องจากทางอุทยานฯเกรงว่าจะเข้าไปทำลายความเป็นธรรมชาติของป่า และสร้างความสกปรกให้กับผืนป่า ยกเว้นน้ำดื่มที่สามารถนำเข้าไปได้

ทางเดินเข้าสระมรกตมี 2 เส้นทาง เส้นทางแรกเป็นเส้นทางปกติ ระยะทางประมาณ 800 เมตร เส้นทางที่ 2 เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯคอยให้ความรู้ระหว่างเดินทางด้วย

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินี้จะร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากพันธุ์ และข้างทางมีสายน้ำตกเล็กๆ ไหลข้างๆ ตลอดทาง เจ้าหน้าที่ให้ความรู้ด้วยการมีป้ายบอกชื่อต้นไม้ทุกต้น

หากเดินถึงสระ จะสังเกตเห็นพลับพลารับเสด็จ ที่สร้างไว้ริมสระเพื่อรับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ พลับพลาแห่งนี้ไม่ได้เป็นเขตหวงห้าม

เบื้องหน้าเป็นน้ำใสแจ๋วราวกระจก แต่เป็นสีเขียวมรกต เจ้าหน้าที่อุทยานฯบอกว่าถ้ามาในช่วงเที่ยงวันเราจะเห็นสีเขียวของน้ำสวยกว่านี้มาก เพราะแดดจะส่องลงมาที่สระน้ำพอดี

การที่น้ำในสระเป็นสีเขียวมรกต เจ้าหน้าที่อุทยานฯคนเดิมได้อธิบายให้ฟังว่าเป็นเพราะมีแบคทีเรีย และสาหร่ายในน้ำ จึงทำให้น้ำมีสีต่างๆ กัน นอกจากนี้ ยังมีพวกสายแร่ใต้ดินในบริเวณนี้ทำให้สารแขวนลอยในน้ำตกตะกอน จึงเห็นน้ำมีความใสมาก

ระหว่างที่ไปถึง มีนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำอยู่เต็มสระ ทั้งชาวไทยและชาวต่างปรเทศ เจ้าหน้าที่อุทยานฯพาลัดเลาะหลบผู้คนขึ้นไปดู ต้นน้ำ ด้านบนที่ไหลมายังสระมรกต ซึ่งต้องเดินขึ้นเขาไปอีก สองข้างทางเดินไปต้นน้ำเบียดแน่นด้วยพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในที่ชื้น ทางค่อนข้างลื่นและขรุขระต้องระวังอย่างมาก

เมื่อถึงต้นน้ำ อาการเมื่อยขาและเหนื่อยกับการเดินขึ้นที่สูงหายไปเป็นปลิดทิ้ง เพราะความสวยงามของสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา บนต้นน้ำมีสระไม่ผิดไปจากด้านล่างที่เราขึ้นมา แต่ด้านล่างว่าน้ำในสระใสแจ๋วแล้ว ด้านบนต้นน้ำนี้ใสยิ่งกว่า เบื้องล่างที่ก้นสระ คือ ทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำใสจนอยากกระโดดลงไปอาบเล่น

เจ้าหน้าที่บอกว่าสระด้านบนนี้ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำเด็ดขาด ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร แต่ที่สังเกตได้คือ ที่สระด้านบนซึ่งเป็นต้นน้ำจะมีน้ำผุดขึ้นมาจากก้นสระตลอดเวลา และถ้าเราปรบมือเสียงดัง น้ำผุดจะยิ่งผุดขึ้นมามากกว่าเดิม น่าอัศจรรย์จริงๆ

ที่สระมรกต ชาวบ้านละแวกนั้นเชื่อว่าถ้าใครลงเล่นน้ำที่สระมรกตทุกวันจะทำให้ผิวพรรณดี เต่งตึง มีน้ำมีนวล เรื่องอย่างนี้บอกกันเฉยๆ ไม่ได้ ต้องไปทดลองเอาเอง

แต่สำหรับทริปนี้แล้ว ต่างบ่น "เสียดาย" กันถ้วนหน้าที่ไม่ได้ลงเล่นน้ำในสระ เพราะแต่ละคนไม่มีใครมีเสื้อผ้ามาเปลี่ยน ล้วนชุดนอนชุดเที่ยวชุดเดียวกัน

ได้แต่บอกว่า โอกาสหน้าเถอะ จะนอนแช่สระมรกตจนตัวเปื่อยเลยสิน่า..!!


ที่มา : http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01tra01241249&show=1§ionid=0139&day=2006/12/24


แสดงความคิดเห็น
ข้อความ* :  
โดย* :
 

กรุณากรอกข้อความในภาพที่ท่านเห็นด้านบน
 
 
 

  2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน 08-6397-2702