.
สกู๊ปเมืองตรัง : การจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น: เตรียมพร้อม ตอบสนอง ฟื้นฟู
   
 

 ๐ ข้อมูลจังหวัดตรัง
 ๐ ข้อมูลท่องเที่ยวตรัง
  ๐ เกี่ยวกับตรังโซน
  ๐ เพื่อนบ้าน

      สกู๊ปเมืองตรัง
จำนวนผู้อ่าน 93 คน

การจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น: เตรียมพร้อม ตอบสนอง ฟื้นฟู

     เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554 สถาบันพระปกเกล้าได้จัดงานสัมมนาประจำปี 2554 เรื่อง “ก้าวรุก ตั้งรับ ภัยพิบัติ: บทบาทท้องถิ่นไทย” เพื่อเป็นการรวบรวมองค์ความรู้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว และเป็นการระดมสมองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะแท้ที่จริงแล้วบุคคลกลุ่มแรกที่จะต้องรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นก็คือ ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ที่เกิดภัย ซึ่งรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

จากเอกสาร “คู่มือการจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น” ที่แจกในการสัมมนาทำให้ทราบว่า ภัยพิบัติแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ (1) ภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ (Natural Disaster) เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ ภัยแล้ง ภูเขาไฟระเบิด โรคระบาด ไฟป่า ฯลฯ และ (2) ภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์ (Man-made Disaster) เช่น การก่อการร้าย อัคคีภัย ภัยจากสงคราม ภัยจากความขัดแย้งทางการเมือง ภัยจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

ตามมาตรฐานสากล การจัดการกับภัยพิบัติแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ (1) การดำเนินการก่อนเกิดภัย (2) การดำเนินการระหว่างเกิดภัย และ (3) การดำเนินการหลังเกิดภัย โดยการดำเนินการในสามระยะดังกล่าวยังแบ่งออกเป็นการดำเนินการของภาครัฐและภาคประชาชนอีกด้วย และแต่ละระยะมีวัตถุประสงค์และวิธีการที่ต่างกัน สำหรับภาครัฐการดำเนินการในแต่ละช่วงมีวัตถุประสงค์และวิธีการดังนี้

(1) การดำเนินการก่อนเกิดภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดภัย ลดผลกระทบจากภัย และเตรียมพร้อมเมื่อภัยมา (Mitigation and Preparedness) ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายทาง เช่น การให้ความรู้ด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับภัยและการฝึกอบรมชนิดต่าง ๆ เพื่อรับมือกับภัย การวิเคราะห์ความเสี่ยงของภัยแต่ละประเภทและแต่ละพื้นที่ การจัดทำแบบจำลองสถานการณ์ การจัดทำแผนที่อพยพ การระบุพื้นที่ปลอดภัย การเตรียมพื้นที่เพื่อรับมือกับภัย การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ฯลฯ (จำง่าย ๆ ว่า “เตรียมพร้อม”)
 
(2) การดำเนินการระหว่างเกิดภัย คือการดำเนินการในสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ โดยระดมทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย (Disaster and Emergency Response) ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายทาง เช่น การระบุหน่วยงานหลักและหน่วยงานประสาน การอพยพระหว่างสถานการณ์ การติดต่อสื่อสารด้วยช่องทางต่างๆ การเคลื่อนย้ายทรัพยากร การจัดการเรื่องของบริจาค การจัดการจราจร การจัดทีมการให้ความช่วยเหลือ การจัดการลอจิสติกส์ การทำงานกับสื่อ และการจัดการในพื้นที่หลบภัย (จำง่าย ๆ ว่า “ตอบสนอง”)

(3) การดำเนินการหลังเกิดภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชนและของรัฐให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ (Recovery and Rehabilitation) โดยการฟื้นฟูบูรณะทางกายภาพและทางจิตใจ การติดตามประเมินความเสียหาย การวางแผนการฟื้นฟูและการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง (จำง่าย ๆ ว่า “ฟื้นฟู”)

 

 


โดยแต่ละพื้นที่จะเผชิญกับภัยที่แตกต่างกันและมีระดับของความอ่อนไหวในการเผชิญภัยที่แตกต่างกันด้วย และที่สำคัญ การดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อม ตอบสนองและฟื้นฟูดังกล่าวไม่จำกัดอยู่แค่การดำเนินการเชิงโครงสร้างเท่านั้น เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในการพยากรณ์ การสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เหมาะสม การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบนิเวศในการป้องกันภัย ฯลฯ แต่ยังรวมถึงการดำเนินการที่มิใช่โครงสร้าง เช่น การให้ความรู้แก่ชุมชนถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นและการปฏิบัติตนในเบื้องต้น การฝึกฝนและพัฒนาความสามารถของหน่วยงานในการรับมือกับสถานการณ์ การให้ความสำคัญกับเครือข่ายการประสานงาน (Coordination) การร่วมมือ (Cooperation) และการร่วมแรงร่วมใจ (Collaboration) ระหว่างภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ โดยประเทศพัฒนาแล้วที่เตรียมพร้อมต่อการเกิดภัยตลอดเวลาอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ต่างให้ความสำคัญกับทั้งสองแนวทาง

และใน “คู่มือคนไทยเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ” ซึ่งเป็นเอกสารที่แจกในการสัมมนาเช่นกัน ได้เสนอแนะ วิธีการรับมือกับภัยพิบัติหลายประเภทที่ประชาชนควรนำมาเป็นแนวทาง โดยในที่นี้ขอยกตัวอย่างภัยน้ำท่วมหรืออุทกภัยซึ่งเป็นภัยที่ชาวไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญเป็นลำดับที่หนึ่งให้ทราบดังนี้ (ภัยอื่น ๆ ขอนำเสนอเมื่อมีโอกาส)

 


การดำเนินการก่อนน้ำท่วม เช่น
•    ทำความคุ้นเคยกับระบบเตือนภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  
•    เรียนรู้เส้นทางที่ปลอดภัยและขั้นตอนการอพยพ (ควรตกลงจุดนัดพบกันล่วงหน้าในกรณีพลัดหลง)
•    นำทรัพย์สินที่สำคัญ รวมทั้งเอกสารสำคัญต่าง ๆ ไปเก็บไว้ในพื้นที่ซึ่งน้ำท่วมไม่ถึง  
•    ปรึกษาและทำข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการประกันความเสียหาย
•    บันทึกหมายเลขโทรศัพท์สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน
•    เรียนรู้ให้มากเกี่ยวกับภัย รวมทั้งศัพท์เทคนิคต่าง ๆ เช่น พายุดีเปรสชั่นกับพายุโซนร้อนต่างกันอย่างไร  
•    เตรียมถุงยังชีพประจำบ้านเพื่อบรรจุสิ่งจำเป็น เช่น น้ำดื่ม ยา อาหารแห้ง ไฟฉาย ไม้ขีด นกหวีด เสื้อชูชีพ เชือก มีดพับอเนกประสงค์ วิทยุพกพา เครื่องมือสื่อสาร (แต่อย่าเตรียมมากเกินไปเพราะจะเป็นภาระต่อการอพยพ)   
•    เคลื่อนย้ายคน (โดยเฉพาะคนชรา คนป่วย สตรีมีครรภ์ เด็กเล็ก) สัตว์เลี้ยง ไปในที่ปลอดภัย  

 

 


การรับมือระหว่างน้ำท่วม เช่น
•    ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดสะพานไฟหลักและไม่สัมผัสสวิตซ์ไฟฟ้าขณะเปียก และปิดวาล์วถังแก๊ส
•    ล็อคประตูหน้าต่างและอพยพขึ้นที่สูง
•    ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหลเพราะเสี่ยงต่อการลื่นล้มและมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำ
•    หลีกเลี่ยงการขับรถในพื้นที่น้ำท่วม (น้ำสูง 50 ซ.ม. สามารถพัดจักรยานยนต์ให้ลอยได้)
•    ไม่ดื่มน้ำประปาจากท่อและน้ำที่ไหลมาท่วมเพราะอาจเป็นอันตรายจากความไม่สะอาดของน้ำ
•    ระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำมาอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน   
•    ดูแลบุตรหลานอย่าปล่อยให้ออกไปเล่นน้ำโดยเฉพาะในกระแสน้ำที่มีความเชี่ยวกราก  

การปฏิบัติภายหลังน้ำท่วม เช่น
•    ดูแลตนเองและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
•    รักษาความเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น โรคน้ำกัดเท้า ผื่นคัน โรคอุจจาระร่วง โรคตาแดง โรคฉี่หนู  
•    พึงระลึกว่าผลกระทบทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความโศกเศร้า อาจใช้เวลารักษาเยียวยานานกว่าความเจ็บป่วยทางร่างกาย
•    เก็บกวาด ตรวจสอบความเสียหายของอาคารบ้านเรือนเพื่อซ่อมแซม
•    ในกรณีทำประกันภัยไว้ ให้ติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อตรวจสอบความเสียหายและซ่อมแซมทรัพย์สิน

 

ที่สำคัญที่สุดคือการตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ว่าในช่วงเวลาใด


บทความโดย: สิทธิ หลีกภัย เลขานุการนายกอบจ.ตรัง


แสดงความคิดเห็น
ข้อความ* :  
โดย* :
 

กรุณากรอกข้อความในภาพที่ท่านเห็นด้านบน
 
 
 

  2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน 08-6397-2702