.
สกู๊ปเมืองตรัง : พิธีกร พิธีกรรม...ใครว่าไม่สำคัญ
   
 

 ๐ ข้อมูลจังหวัดตรัง
 ๐ ข้อมูลท่องเที่ยวตรัง
  ๐ เกี่ยวกับตรังโซน
  ๐ เพื่อนบ้าน

      สกู๊ปเมืองตรัง
จำนวนผู้อ่าน 137 คน

พิธีกร พิธีกรรม...ใครว่าไม่สำคัญ

     หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องตลกที่เล่าต่อๆ กันมาว่า ในการประกอบพิธีทางพุทธศาสนาของชุมชนแห่งหนึ่ง พระสงฆ์ได้บอกให้ผู้นำชุมชนตั้งนะโม 3 จบเพื่อเริ่มการประกอบพิธี ผู้นำท้องถิ่นท่านนั้นได้กล่าวว่า “นะโม... นะโม... นะโม” เพียงเท่านั้น (แทนที่จะกล่าวว่า “นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” 3 จบ) ทำให้พิธีกร พระสงฆ์และผู้มาร่วมพิธีต่างอึ้งกันไปตามกันจนกลายเป็นเรื่องตลกที่เล่าต่อๆ กันมา แต่สิ่งหนึ่งที่น่าคิดก็คือ หลังจากสมัยกึ่งพุทธกาล (พ.ศ. 2500) เป็นต้นมา ศาสนาได้ส่อแววว่าจะเสื่อมทรามลงอย่างน่าใจหาย ประชาชนเอาใจออกห่างพุทธศาสนามากเสียจนไม่สามารถแม้กระทั่งประกอบศาสนพิธีง่ายๆ เชียวหรือ

     ในระหว่างวันที่ 8 ถึง 9 กันยายน พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง (อบจ.ตรัง) โดยการนำของนายกิจ หลีกภัย นายกอบจ.ตรัง และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตรังได้จัดโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ศาสนพิธีกรจังหวัดตรัง  ขึ้นที่วัดกระพังสุรินทร์ อ.เมือง จ.ตรัง โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับศาสนพิธีในศาสนาพุทธทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้แก่เจ้าอาวาส ผู้นำท้องถิ่น กำนันและพิธีกรพระประจำวัดต่างๆ

     ในเอกสารประกอบโครงการนี้ที่ประพันธ์ขึ้นโดยพันเอกอรุณ นิลสุวรรณได้อธิบายว่า “ศาสนพิธี” คือพิธีการทางศาสนา โดยพิธีนั้นคือแบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในทางพระศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่มีด้วยกันทุกศาสนาและเกิดขึ้นภายหลังการเกิดขึ้นของศาสนา เหตุที่เกิดมีศาสนพิธีในพระพุทธศาสนาก็เนื่องมาจากหลักการของพระพุทธศาสนาซึ่งพระพุทธเจ้าทรงวางไว้ตั้งแต่ปีที่ตรัสรู้เพื่อพุทธสาวกจะได้ถือเป็นหลักในการออกไปประกาศพระศาสนา อันเรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์” ในโอวาทปาติโมกข์นั้น พระพุทธเจ้าทรงวางหลักทั่ว ๆ ไปที่เป็นหลักการสำคัญไว้ 3 ประการ คือ (1) สอนไม่ให้ทำความชั่วทั้งปวง (2) สอนให้อบรมกุศลให้ถึงพร้อม และ (3) สอนให้ทำจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว โดยหลักการทั้ง 3 นี้มีความหมายว่า พุทธบริษัทต้องพยายามเลิกละความประพฤติชั่วทุกอย่างจนเต็มความสามารถ และพยายามสร้างกุศลสำหรับตนให้พร้อมเท่าที่จะสร้างได้ กับพยายามชำระจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ การพยายามทำตามคำสอนในหลักการนี้เป็นการพยายามทำดีที่เรียกว่า “การทำบุญ”

     การทำบุญนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักย่อๆ ไว้ 3 ประการเรียกว่า “บุญกริยาวัตถุ” อันประกอบด้วย (1) ทาน (2) ศีล และ (3) ภาวนา ซึ่งมีความหมายดังนี้ (1) ทาน หมายถึง การบริจาคพัสดุของตนให้เป็นประโยชน์แก้ผู้อื่น (2) ศีล หมายถึง การรักษากายวาจาให้สงบเรียบร้อยไม่ล่วงปฏิบัติห้าม และ (3) ภาวนา หมายถึง การอบรมจิตใจให้ผ่องใสในทางกุศล บุญกริยาวัตถุนี้เองที่เป็นแนวให้พุทธบริษัทประพฤติบุญตามหลักการที่กล่าวถึงข้างต้น และเป็นเค้าให้เกิดศาสนพิธีต่าง ๆ เมื่อพุทธบริษัททำบุญก็ให้เข้าหลักบุญกริยาวัตถุนี้ คือ “เริ่มต้นรับศีล ต่อมาภาวนาด้วยการสวดมนต์หรือฟังพระสวดแล้วส่งใจไปตาม แล้วจึงจบลงด้วยการบริจาคทานตามควร” (เรียกย่อๆว่า “ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา”) จึงเกิดพิธีกรรมต่าง ๆ ตามมามากมาย เมื่อพิธีกรรมใดเป็นที่นิยมและปฏิบัติสืบ ๆ มาจนเป็นประเพณี พิธีกรรมนั้นจึงกลายเป็นศาสนพิธีขึ้น ฉะนั้นศาสนพิธีจึงมีมากมาย และสามารถแยกเป็นหมวดได้เป็น 4 หมวด คือ (1) หมวดกุศลพิธี (2) หมวดบุญพิธี (3) หมวดทานพิธี และ (4) หมวดปกิณกะ (เบ็ดเตล็ด) โดยแต่ละพิธีก็จะมีวิธีการปฏิบัติแยกย่อยลงไปอีกมากมาย เช่น วิธีการแสดงความเคารพสักการะ วิธีประเคนของพระ วิธีทำหนังสืออาราธนาและทำใบปวารณาถวายจตุปัจจัย วิธีอาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร อาราธนาธรรม วิธีกรวดน้ำ วิธีวงด้ายสายสิญจน์ วิธีตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระ วิธีบอกศักราชในการแสดงพระธรรมเทศนา เป็นต้น     

 

     ในการประกอบพิธีตามหลักพระพุทธศาสนาจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย คือ (1) เจ้าภาพซึ่งเป็นเจ้าของงานที่มีความศรัทธาประสงค์จะทำบุญ และ (2) พระสงฆ์ (ปฏิคาหก) ซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีเพื่อให้เกิดบุญแก่เจ้าภาพ แต่บางครั้งฝ่ายเจ้าภาพมีศรัทธาอยากทำบุญ แต่ไม่รู้วิธีปฏิบัติก็จะเชิญผู้ที่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนามาเป็นผู้ให้คำแนะนำ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ฝ่ายเจ้าภาพเรียกว่า “พิธีกร” ดังนั้น พิธีกรจึงมิใช่เจ้าภาพ มิใช่พระสงฆ์ มิใช่ประธานในพิธี แต่เป็นผู้ประสานงานการประกอบพิธีและกำกับขั้นตอน การปฏิบัติพิธีให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง ตามหลักศาสนพิธี เป็นที่พอใจของเจ้าของงานและผู้ร่วมพิธี โดยคุณลักษณะของพิธีกรที่ดีมี 8 ประการ คือ (1) ให้ความสำคัญกับที่บูชาในพิธี (2) มีจิตศรัทธาให้ความเคารพพระสงฆ์ (3) ดำรงตนเป็นพุทธมามกชนที่ดี (4) การแต่งกาย บุคลิก ท่าทาง ต้องดูสง่า (5) กล่าวคำอาราธนาชัดเจน ถูกต้อง ฟังระรื่นหู (6) รอบรู้ รอบคอบ ในขั้นตอนปฏิบัติพิธี (7) มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย และ (8) พกพาอุปกรณ์พิธีติดกายตลอดเวลา เรียกได้ว่า พิธีกรนั้นต้องเป็นผู้รอบรู้และตระเตรียม “สถานที่ อุปกรณ์ และลำดับขั้นตอน” ของศาสนพิธี นอกจากนี้ พิธีกรยังต้องเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์เป็น “ตัวคุณธรรม” ที่เดินได้ สัมผัสได้ และยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีได้อีกด้วย
               
     เหตุผลที่อบจ.ตรังได้สนับสนุนการดำเนินโครงการนี้ก็เนื่องมาจากว่า ศาสนพิธีมีความสำคัญหลายประการคือ (1) เป็นสื่อที่นำไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูงตามหลักพระพุทธศาสนา (2) เป็นเปลือกหุ้มศาสนธรรมให้ดำรงอยู่ได้และสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย (3) เป็นบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาติ และ (4) เป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคีและเอกลักษณ์ของคนในชาติ

     ทั้งนี้อบจ.ตรัง โดยการนำของนายกิจ หลีกภัย นายกอบจ.ตรัง และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตรังมีความประสงค์จะจัดการอบรมให้ประชาชนชาวตรังในภาคส่วนอื่นๆ อีกด้วยเพื่อให้วิถีชีวิตแบบพุทธนั้นหลอมเป็นเนื้อเดียวกับวิถีชีวิตของประชาชนชาวตรัง       


บทความโดย: สิทธิ หลีกภัย เลขานุการนายกอบจ.ตรัง



    เป็นโครงการที่ดีมาก ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจและปฎิบัตเรื่องนี้ แต่อยากเรียนรู้และปฏิบัติจริงเพิ่มเติ่ม ถ้ามีอยากรบกวนขอหนังสือหรือคู่มือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ติดต่อได้ที่ไหนครับ ?
 โดย... วีรพงษ์ สุนทร 08-6943-9784
2 สิงหาคม 2556 ลบความคิดเห็น 

แสดงความคิดเห็น
ข้อความ* :  
โดย* :
 

กรุณากรอกข้อความในภาพที่ท่านเห็นด้านบน
 
 
 

  2008 © All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com
ติดต่อทีมงาน 08-6397-2702